Health Lover Rotating Header Image

แน่นหน้าอก

ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

Hypertension

ภาพประกอบ huffingtonpost.com

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนานๆก็อาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

โดยปกติแล้วเราทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ซึ่ง โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท ถ้าหากเรามีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง

แต่ความดันโลหิตของคนเราจะไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน  รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะนำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้นยังไม่ทราบได้อย่างแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่โรคความดันโลหิตสูงจะพบในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฏอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบแค่อาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม คนที่บิดามารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
  • ความเครียด หากมีความเครียดสูง ก็อาจทำให้ความดันโลหิตสูงไปด้วย
  • อายุ โรคความดันโลหิตสูง มักพบในผู้ที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ในอายุต่ำกว่านี้ก็สามารถพบได้เช่นกัน
  • เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน
  • รูปร่าง มักพบในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วนมากกว่าคนผอม
  • พฤติกรรมการกิน ผู้ที่ชอบทานเค็ม ทานเกลือ มักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้2วิธี คือการใช้ยาและไม่ใช้ยา  โดยผู้ป่วยที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยา และพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

การป้องกัน และข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างสม่ำเสมอ
  • เลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะเกลือจะทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดงเพิ่มขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มไขมันจากสัตว์   เพราะจะทำให้น้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น
  • ออกกำลังกายให้พอควรและสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำจิตใจให้เบิกบาน สดใส  ไม่เครียด

ดื่มนมแล้วท้องเสีย

นม เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย  ทั้งโปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน   ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ ร่างกายคนเราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้    ทำให้สุขภาพแข็งแรงหากดื่มเป็นประจำ   นมจึงเป็นอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนเรา

ดื่มนม

ภาพประกอบจาก mnn.com

แต่หลายคนมีปัญหาการดื่มนม คือเมื่อดื่มนมแล้วจะเกิดอาการท้องเสีย  จึงหลีกเลี่ยงด้วยการไม่ดื่มนม    ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม  เพราะทำให้ร่างกายขาดโอกาสในการได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยเฉพาะแคลเซียม  ที่ถือว่านมเป็นแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมมากที่สุด   และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย

สาเหตุที่ดื่มนมแล้วเกิดอาการท้องเสียนั้น ไม่ได้เกิดจากอาการแพ้  แต่เกิดเนื่องจากในน้ำนมของสัตว์ทุกชนิดมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบ   โดยคนเราจะมีน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสนี้กันทุกคนเมื่อแรกเกิด   จนถึงอายุประมาณ 4-5 ปี  ดังนั้นเมื่อผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว น้ำย่อยตัวนี้จะลดน้อยลงจนหมดไป จึงไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ พอเราดื่มนมเข้าไป  น้ำตาลในนมจะผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่แล้วถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ เกิดเป็นกรดและแก๊ส ทำให้ท้องเสียได้ เพราะไม่มีน้ำย่อยมาย่อยแลคโตสอีกแล้ว หรือบางคนอาจเกิดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นหน้าอก รวมทั้งผายลมบ่อย ๆ ด้วย

ส่วนวิธีแก้ปัญหาอาการท้องเสียที่เกิดจากการดื่มนม คือควรเริ่มดื่มนมวันละน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นในวันต่อๆ มา   โดยดื่มหลังอาหาร หรือดื่มร่วมกับอาหารว่างอื่น ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง   ซึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงอาการไม่สบายในท้องต่างๆ ได้  แต่หากทำตามวิธีนี้แล้วยังเกิดปัญหาอยู่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมไปก่อน   แล้วหันมากินโยเกิร์ตแทน  เพราะในโยเกิร์ตมีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสเรียบร้อยแล้ว   เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง  จึงค่อยกับมาลองดื่มนมสดใหม่   ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย และแคลเซียมเพียงพอ