Health Lover Rotating Header Image

พังผืด

ข้อไหล่ติดยึดแข็ง โรคใกล้ตัว พึงระวัง

ข้อไหล่ติดยึดแน่น

ข้อไหล่ติด หรือ ข้อไหล่ยึดติดแข็ง เป็นอีกอาการความเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต
ประจำวัน อีกทั้งยังสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่คนเรา หากมองข้ามอาจ “ลุกลาม” กลาย
เป็นปัญหาใหญ่ต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายได้

แม้โรคข้อไหล่ติด จะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ภาวะที่พบได้บ่อยๆ มักเกิดได้ในกรณีที่คนไข้
ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่บริเวณข้อไหล่ ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นฉีกขาด กระทั่ง
กระดูกแตกหัก รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ ตลอดจนพฤติกรรม
การทำงานที่ไม่ค่อยได้ขยับเคลื่อนไหว หรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เหล่านี้เป็นภาวะร่วมที่ทำ
ให้มีโอกาสเกิดภาวะข้อไหล่ยึดติดได้ง่าย

นายแพทย์ประวิทย์ สุขเจริญชัยกุล ศัลแพทย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลสมิตติเวชศรีนครินทร์
ให้ความรู้ว่า ปกติข้อไหล่ของคนเราจะประกอบไปด้วยกระดูก 3 ส่วน ได้แก่ กระดูกไหปลาร้า
สะบัก และต้นแขน มีรูปร่างเหมือนกับลูกบอลที่อยู่ในเบ้าตื้นๆ โดยบริเวณรอบๆ ลูกบอลก็จะมี
เยื่อหุ้มข้อ และเส้นเอ็นกล้ามเนื้อมาปกคลุม

ส่วนปัญหาของข้อไหล่ยึดติด เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและมีการหนาตัว หรือเกิดพังผืด
ภายในเยื่อหุ้มข้อไหล่ ทำให้การขยับและเคลื่อนไวของข้อไม่ได้เต็มที่ มักพบได้บ่อยในคนไข้
ที่มีอายุตั้งแต่ 40-60 ปีขึ้นไป และเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคแบ่งได้เป็น 3 ระยะ โดยในระยะแรกจะมีอาการปวดข้อไหล่มากเมื่อมีการ
เคลื่อนไหวของข้อ หรือระยะเริ่มแข็งตัว(Freezing) ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 9
เดือน ระยะที่สองอาการปวดจะน้อยลงแต่จะมีการเคลื่อนไหวน้อยลง เพราะมีอาการแข็งติดขัด
รู้สึกไม่สบาย การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก หรือเรียกว่า ระยะแช่แข็ง (Frozen shoulder) ระยะ
นี้ใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ส่วนระยะที่สามอาการข้อติดขัดเริ่มดีชั้นหรือเป็นระยะน้ำแข็งเริ่ม
ละลายผู้ป่วยจะเริ่มฟื้นตัว การขยับของข้อดีขึ้นและหายไปเอง ระยะนี้ใช้เวลา 1-2 ปี หากยังไม่
ดีอาจจะพิจารณาผ่าตัด

แต่ปัญหาคือ คนไข้ที่อยู่ในระยะเริ่มแรกและระยะสอง มักจะทนความเจ็บปวดไม่ไหวและยังไม่
สามารถขยับและทำงานได้สะดวก จึงมักจะต้องพบแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนจะถึงระยะสุด
ท้าย

โดยเฉพาะในระยะที่สอง แม้คนไข้จะปวดน้อยลงแต่ยังขยับไม่ได้ เพราะพังผือติดแข็ง ไม่ว่า
คนไข้จะพยายามขยับเอง หรือให้แพทย์ช่วยก็ตาม ยังไม่สามารถขยับได้ในทุกมุม ไม่ว่าองศา
ใด ทั้งด้านข้าง ด้านหลัง อย่างในคุณผู้หญิงจะติดตะขอเสื้อชั้นในไม่ได้ สวมเสื้อไม่ได้ หรือบาง
คนเอื้อมหยิบของไม่ได้ เป็นการรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก

แนวทางการรักษาสำหรับอาการปวดในระยะแรกแพทย์จะมุ่งลดอาการของคนไข้ก่อน โดยการ
ให้ยาต้านการอักเสบไม่ว่ากิน หรือ ฉีด เพื่อลดอาการปวดและลดพังผืดข้างใน ต่อมาในระยะที่
สอง แพทย์จะพยายามให้คนไข้ขยับเคลื่อนไหวของข้อให้มากที่สุด เพื่อให้ข้อไหล่แข็งแรง
โดยเน้นการทำกายภาพด้วยท่าบริหารต่างๆ

โดยทั่วไปแล้วเมื่อคนไข้ได้รับยา และทำกายภาพ ส่วนใหญ่คนไข้จะมีอาการดีขึ้น ยกเว้นคน
ไข้บางกลุ่ม เมื่อรักษาทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วยังไม่หายหรือไม่ดีขึ้น เพราะไหล่ติดมาก ก็จะต้อง
พิจารณาใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเข้ามาช่วยทั้งการผ่าตัดแบบการทำหัตถกรรม หรือการ
จัดข้อไหล่ เพื่อช่วยให้มีการขยับเคลื่อนไหวของข้อไหล่ได้ดีขึ้น ไปจนถึงการผ่าตัดส่องกล้อง
เพื่อเข้าไปตัดพังผืดออก จะช่วยให้คนไข้ขยับข้อไหล่ได้ดีขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้หลังการผ่าตัด
อาการจะดีขึ้นประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน

ปัจจุบันคนไข้เป็นโรคข้อไหล่ติดยึดแข็งกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนทำงานที่ใช้งานของข้อไหล่
ในชีวิตประจำวันน้อย ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่างๆ แม้
จะเป็นโรคไม่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

ทางที่ดีที่สุดคือ ป้องกันอย่าปล่อยให้เป็นโรคข้อไหล่ติดยึดแข็ง
ด้วยการออกำลังกาย และพยายามขยับข้อไหล่ให้มากขึ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลสมิตติเวชศรีนครินทร์
ภาพประกอบจาก jointhealthmagazine.com

 

5 อาการออฟฟิศซินโดรมที่ควรระวัง


คนหนุ่มสาววัยทำงานทุกวันนี้มักจะประสบปัญหาป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันมากขึ้น จึงทำให้ไปบั่นทอนสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมก็จะมาจากสภาพสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงานและพฤติกรรมการทำงานของแต่ละคนนั่นเอง สำหรับอาการของ โรคออฟฟิศซินโดรม นั้นจะมีอะไรบ้าง และจะต้องมีวิธีบำบัดรักษาได้อย่างไร เรามาดูกันเลยค่ะ

1. การปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่
สำหรับหนุ่มสาวที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมักจะทำให้เกิดอาการ ปวด ตึง บริเวณต้นคอ บ่าและหัวไหล่ บางรายอาจจะมีอาการเกร็งอย่างรุนแรงจนบางครั้งอาจถึงขั้นที่จะหันคอ ก้มหรือว่าเงยไม่ได้ก็มี ส่วนบางรายที่อาการเบาหน่อยก็จะเพียงแค่ปวดคอ บ่า ไหล่ และบริเวณสะบักหลัง หากใครที่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดนี้ ควรต้องรีบไปทำการบำบัดด้วยการไปนวดคลายกล้ามเนื้อโดยด่วน หากขืนปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการก็จะยิ่งเป็นหนักขึ้นแล้วการบำบัดรักษาก็ยากขึ้นไปอีก สำหรับใครที่ลองไปนวดดูแล้วยังไม่หายควรจะให้ไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุด

2. อาการยกแขนไม่ขึ้น
อาการนี้ก็จะเป็นสืบเนื่องมาจากข้อแรก ซึ่งจะมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตั้งแต่ต้นคอ บ่า ไปจนถึงไหล่ และร้าวลงไปที่แขน จนเป็นเหตุให้ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากว่ามีพังผืดมาเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล่นั่นเอง ในบางรายอาจจะมีอาการชาลงไปที่มือและนิ้วด้วย หากใครที่พบว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ ควรไปบำบัดด้วยการให้แพทย์แผนไทยกดจุดเพื่อทำการสลายพังผืดหรือประคบร้อนเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนที่เป็นพังผืดแข็งตึงให้อ่อนตัวลง และจะช่วยคลายความเจ็บปวดลงไปบ้าง อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

3. อาการปวดหลัง
อาการปวดหลังนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยของโรคออฟฟิศซินโดม ซึ่งจะเกิดจากการที่เรานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรืองานที่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงทำงานตลอดทั้งวันด้วยแล้ว ยิ่งมักเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย แล้วยังการยกของหนักเป็นประจำหรือการออกกำลังกายหักโหมเกินไปก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน กาจทำให้เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก หรือปวด ตึงกล้ามเนื้อบริเวณหลัง จนบางรายอาจไม่สามารถเอี้ยวหรือบิดตัวได้เลยทีเดียว เมื่อมีอาการแบบนี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือเฉพาะทางเพื่อทำการบำบัดแก้ไขอาการเหล่านี้ให้หายไป

4.อาการปวดและตึงที่ขา
อาการเหล่านี้เกิดจากการที่เราทำกิจกรรม นั่ง เดิน หรือยืนนานๆ จนทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วทั้งขา บางรายอาจจะปวดร้าวไปลงที่เข่าและข้อเท้าก็ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดจากการใช้งานของขาอย่างหนักหน่วงทุกวัน จนทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าสะสม ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวและอาการชาลงไปที่บริเวณเท้าและปลายนิ้วเท้าได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ถึงแม้จะมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ควรรีบทำการบำบัดรักษาโดยด่วน

5.อาการปวดศีรษะ
ความเครียดเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ประจำในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งการเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ บางรายอาจเกิดจากการทำงานหนักเกินไป หรือต้องเดินทางไกลอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด บางรายอาจกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการปวดศีรษะก็จะหายไปได้เพียงชั่วคราว แต่อาจกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และรีบรักษาให้หายเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดปัญหากับสุขภาพในเวลาต่อมาได้