ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนานๆก็อาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย โดยปกติแล้วเราทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ซึ่ง โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท ถ้าหากเรามีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ความดันโลหิตของคนเราจะไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน  รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด…

ไมเกรน (Migrain)

อาการปวดศีรษะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย  ทั้งจากโรคของสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การอักเสบของเส้นประสาท และจากปัจจัยภายนอก เช่น ความดันโลหิตสูง ความเครียด เป็นต้น  ซึ่งโรคไมเกรน(migrain) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะรู้ดีว่า โรคนี้เรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มียาที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดอาการได้ อาการโดยทั่วไปของโรคไมเกรน คือ  ปวดศีรษะและมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุ๊บๆ  มีน้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง และหลังจากมีอาการปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน ซึ่งโดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง แม้จะไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่ามีอาหารประเภทใดบ้างที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรน แต่ในทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่า “ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรน” จึงทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อาหารหลายประเภทดังต่อไปนี้ สามารถกระตุ้นอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนได้ เช่น  ช็อกโกแลต (Chocolate)…

น้ำกับชีวิต…

“ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%” คงเป็นประโยคที่เราทุกคนเคยได้ยินกันบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เรารู้ว่าน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะน้ำในร่างกายเรานั้นมีหน้าที่มากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งให้เซลล์ต่าง ๆ นับล้าน ๆ เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานได้ปกติ ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกาย ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้สะดวก เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 2,500 มิลลิลิตรต่อวัน ดังนั้นเราจึงต้องดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์เข้าไปชดเชยประมาณ 1,500-2,000 มิลลิลิตร แต่ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ  แทนน้ำเปล่าเพราะไตต้องทำงานหนักในการคัดสารปรุงแต่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้ง แถมคาเฟอีนในเครื่องดื่มยังกระตุ้นให้ร่างกายขับน้ำออก ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนวิธีที่ถูกต้องในการดื่มน้ำ คือค่อยๆ จิบไปตลอดทั้งวัน การดื่มรวดเดียวทีละมากๆ ก็เหมือนกับการเทน้ำทิ้งลงท่อเพราะร่างกายยังไม่ทันดูดซึมก็ถูกกำจัดทิ้งไปพร้อมปัสสาวะแล้ว ถ้าหากในแต่ละวันเราดื่มน้ำน้อยเกินไป ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ…

Heat Stroke – โรคลมแดด

ในปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะนับวันอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยในขณะนี้สภาพอากาศร้อนจัดกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหลายโรค เช่น โรคในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปซึ่งเกิดบ่อยที่สุด แต่โรคที่มีการพูดถึงกันน้อย คนเป็นบ่อยช่วงหน้าร้อนคือ “โรคฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” (Heat Stroke) แต่บางที่ก็เรียกว่า “โรคอุณหพาต” หรือ “โรคลมเหตุร้อน” นั่นเอง โรคฮีทสโตรก เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศา เซลเซียส ซึ่งจะมีอาการเบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศีรษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน ซึ่งอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก ได้แก่…