Health Lover Rotating Header Image

ปวดศรีษะ

หยุดป่วยด้วยการบริหารสติ

ทำสมาธิ

รู้หรือไม่ว่าอารมณ์มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

อารมณ์โกรธ  ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ และโรคความดันโลหิตสูง

ความกลัว ทำให้ร่างกายอ่อนแอ จนทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ความวิตกกังวล ทำให้เกิดความเครียด นอนไม่หลับ และมีอาการปวดตึงบริเวณบ่า มีกรดในกระเพาะอาหาร
และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการมีสติ และพยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ในทางลบเหล่านี้

- ควรจดบันทึกทันที ที่เกิดความรู้สึกทางด้านลบ ในขณะเดียวกันก็ควรบันทึกความรู้สึกในด้านบวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง
และเป็นการฝึกมองโลกในแง่ดี เช่นเมื่อทำของหายเราจะรู้สึกโกรธตัวเอง ถ้าคิดในด้านบวก อาจจะมีคนเก็บได้แล้วนำมาส่งคืน

- ฝึกรับรู้อารมณ์ในด้านบวก ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกดีๆ ในใจ ให้บอกกับตัวเองว่า “เราโชคดี”
เช่น วันนี้เราโชคดีที่ได้ทานอาหารมื้อเช้าแสนอร่อย จะช่วยทำให้เกิดอารมณ์ในด้านบวกมากขึ้น

- นั่งสมาธิก่อนนอน อย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และมีสติควบคุมตัวเองมากขึ้น

การมีสติและรู้ตัวอยู่เสมอ รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง จะเป็นภูมิชีวิตอย่างดี ที่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราแข็งแรง และมีชีวิตที่ยืนยาว

สูตรน้ำสมุนไพรแก้ปวดหัวเรื้อรัง

tension headache relief

ภาพประกอบจาก thermal-aid.com

อาการปวดหัวเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ บางคนก็ทราบสาเหตุ สำหรับบางคนก็ปวดหัวแบบหาสาเหตุไม่ได้ก็มีเหมือนกัน
วันนี้ HealthLover.net มีสูตรการทำน้ำสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการปวดหัวและปวดข้อของไทยๆ มาฝากค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ต้นแมงลัก 15 กรัม
  • ผักเสี้ยนผี 15 กรัม
  • แก่นขี้เหล็ก 15 กรัม
  • น้ำเปล่า 3 แก้ว

วิธีทำน้ำสมุนไพรแก้ปวดหัวเรื้อรัง

  1. น้ำต้นแมงลักและผักเสี้ยนผี (ไม่เอาราก) มาสับให้ละเอียด ส่วนแก่นขี้เหล็กนำมาสับเป็นท่อนๆ ขนาดพอดี
  2. น้ำสมุนไพรทั้งสามชนิด มาใส่หม้อต้มกับน้ำ ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟกลาง เคี่ยวจนน้ำในหม้อเดือด เคี่ยวต่อไปอีกประมาณ 5-10 นาที ปิดไฟ
  3. จากนั้นนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง โดยนำมาดื่มครั้งละ 1/2 แก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง ดื่มติดต่อกัน 2 วัน แล้วเว้นไปอีก 2 วัน แล้วกลับมา ทำซ้ำ 3 ครั้ง อาการปวดหัวเรื้อรังก็จะดีขึ้น

ข้อดีของการนั่งหลังตรง

เมื่อเกิดอาการปวดหลังเวลาใด เราจะรู้ตัวเองโดยอัตโนมัติเลยว่าต้องปรับอริยาบทของตัวเองใหม่ แล้วซักพักเราก็จะรู้สึกว่า อาการบรรเทาลงไป การอยู่ในท่าหลังตรงนอกจากจะช่วยลดอาการปวดหลังได้แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ อีก ด้วย

นั่งหลังตรง

ภาพประกอบจาก it24hrs.com

1.สุขภาพหมอนรองกระดูกดีขึ้น

การนั้งขับรถหรือนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หากเรานั่งในท่าหลังโกง จะเป็นการเพิ่มแรงกดที่หมอนรองกระดูก ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดเสื่อม ทำให้เกิดอาการปวดหลัง จนอาจลุกลามเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทเสียหาย ดังนั้นการนั่งหลังตรงๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการเหล่านี้ไปได้

2.ป้องกันโรคข้อ

การที่เรานั้งหลังโกงหรือหลังคู้ จะทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่งอสะโพกหดลง และมีความยืดดหยุ่นน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการปวดข้อสะโพก หรือการนั่งห่อไหล่ ก็มักจะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะเรื้อรังจนกลายไปเป็นโรคร้ายได้

3.บรรเทาอาการปวดศรีษะ

การนั้งหลังตรง จะช่วยไปลดแรงดึงของกล้ามเนื้อคอและเส้นประสาทบริเวณท้ายทอยได้ ทำให้เราไม่เสี่ยงต่ออาการปวดหัวเพราะเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

4. การไหลเวียนของออกซิเจนดี

การนั่ง การเดิน การยืน หลังตรงจะทำให้หน้าอกไม่ไปกดทับปอด ทำให้ร่างกายรับออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างเต็มที่ การไหลเวียนของออกซิเจนดี ก็ทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจดีไปด้วย แต่ในทางกลับกันถ้าเรานั้งคดคู้ หลังโกง หลังงอ ก็จะทำให้ออกซิเจนไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้เกิดอาการเครียด อึดอัด เมื่อยล้า เพราะความตึงที่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจะเป็นตัวการทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงาน

5.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร

การนั่งคดคู้อยู่บนเก้าอี้หรือโซฟาจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องตึง น้ำย่อยก็จะล้นออกมาจากกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกแสบร้อนในอก ส่วนการเดินหรือการนั่งหลังตรงจะช่วยระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยป้องกันการเกิดกรดเกิน กรดไหลย้อนได้อีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ต่อไปต้องหมั่นสั่งเกตและปรับอริยาบท การนั่ง การเดิน การยืน ของตัวเอง ให้อยู่ในท่าหลังตรงอยู่ตลอดเวลาเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองนะคะ

 

5 อาการออฟฟิศซินโดรมที่ควรระวัง


คนหนุ่มสาววัยทำงานทุกวันนี้มักจะประสบปัญหาป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันมากขึ้น จึงทำให้ไปบั่นทอนสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกาย สาเหตุของการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมก็จะมาจากสภาพสิ่งแวดล้อมภายในสถานที่ทำงานและพฤติกรรมการทำงานของแต่ละคนนั่นเอง สำหรับอาการของ โรคออฟฟิศซินโดรม นั้นจะมีอะไรบ้าง และจะต้องมีวิธีบำบัดรักษาได้อย่างไร เรามาดูกันเลยค่ะ

1. การปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่
สำหรับหนุ่มสาวที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมักจะทำให้เกิดอาการ ปวด ตึง บริเวณต้นคอ บ่าและหัวไหล่ บางรายอาจจะมีอาการเกร็งอย่างรุนแรงจนบางครั้งอาจถึงขั้นที่จะหันคอ ก้มหรือว่าเงยไม่ได้ก็มี ส่วนบางรายที่อาการเบาหน่อยก็จะเพียงแค่ปวดคอ บ่า ไหล่ และบริเวณสะบักหลัง หากใครที่มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดนี้ ควรต้องรีบไปทำการบำบัดด้วยการไปนวดคลายกล้ามเนื้อโดยด่วน หากขืนปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาการก็จะยิ่งเป็นหนักขึ้นแล้วการบำบัดรักษาก็ยากขึ้นไปอีก สำหรับใครที่ลองไปนวดดูแล้วยังไม่หายควรจะให้ไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุด

2. อาการยกแขนไม่ขึ้น
อาการนี้ก็จะเป็นสืบเนื่องมาจากข้อแรก ซึ่งจะมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตั้งแต่ต้นคอ บ่า ไปจนถึงไหล่ และร้าวลงไปที่แขน จนเป็นเหตุให้ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากว่ามีพังผืดมาเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล่นั่นเอง ในบางรายอาจจะมีอาการชาลงไปที่มือและนิ้วด้วย หากใครที่พบว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ ควรไปบำบัดด้วยการให้แพทย์แผนไทยกดจุดเพื่อทำการสลายพังผืดหรือประคบร้อนเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนที่เป็นพังผืดแข็งตึงให้อ่อนตัวลง และจะช่วยคลายความเจ็บปวดลงไปบ้าง อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

3. อาการปวดหลัง
อาการปวดหลังนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยของโรคออฟฟิศซินโดม ซึ่งจะเกิดจากการที่เรานั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ หรืองานที่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงทำงานตลอดทั้งวันด้วยแล้ว ยิ่งมักเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย แล้วยังการยกของหนักเป็นประจำหรือการออกกำลังกายหักโหมเกินไปก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน กาจทำให้เกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก หรือปวด ตึงกล้ามเนื้อบริเวณหลัง จนบางรายอาจไม่สามารถเอี้ยวหรือบิดตัวได้เลยทีเดียว เมื่อมีอาการแบบนี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือเฉพาะทางเพื่อทำการบำบัดแก้ไขอาการเหล่านี้ให้หายไป

4.อาการปวดและตึงที่ขา
อาการเหล่านี้เกิดจากการที่เราทำกิจกรรม นั่ง เดิน หรือยืนนานๆ จนทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วทั้งขา บางรายอาจจะปวดร้าวไปลงที่เข่าและข้อเท้าก็ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดจากการใช้งานของขาอย่างหนักหน่วงทุกวัน จนทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าสะสม ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวและอาการชาลงไปที่บริเวณเท้าและปลายนิ้วเท้าได้ หากเกิดอาการเช่นนี้ถึงแม้จะมีอาการเพียงเล็กน้อยก็ควรรีบทำการบำบัดรักษาโดยด่วน

5.อาการปวดศีรษะ
ความเครียดเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ประจำในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งการเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ บางรายอาจเกิดจากการทำงานหนักเกินไป หรือต้องเดินทางไกลอยู่ตลอดเวลา เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด บางรายอาจกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการปวดศีรษะก็จะหายไปได้เพียงชั่วคราว แต่อาจกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และรีบรักษาให้หายเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดปัญหากับสุขภาพในเวลาต่อมาได้