Health Lover Rotating Header Image

นอนไม่หลับ

ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

Hypertension

ภาพประกอบ huffingtonpost.com

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนานๆก็อาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

โดยปกติแล้วเราทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ซึ่ง โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท ถ้าหากเรามีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง

แต่ความดันโลหิตของคนเราจะไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน  รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะนำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้นยังไม่ทราบได้อย่างแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่โรคความดันโลหิตสูงจะพบในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฏอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบแค่อาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม คนที่บิดามารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
  • ความเครียด หากมีความเครียดสูง ก็อาจทำให้ความดันโลหิตสูงไปด้วย
  • อายุ โรคความดันโลหิตสูง มักพบในผู้ที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ในอายุต่ำกว่านี้ก็สามารถพบได้เช่นกัน
  • เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน
  • รูปร่าง มักพบในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วนมากกว่าคนผอม
  • พฤติกรรมการกิน ผู้ที่ชอบทานเค็ม ทานเกลือ มักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้2วิธี คือการใช้ยาและไม่ใช้ยา  โดยผู้ป่วยที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยา และพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

การป้องกัน และข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างสม่ำเสมอ
  • เลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะเกลือจะทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดงเพิ่มขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มไขมันจากสัตว์   เพราะจะทำให้น้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น
  • ออกกำลังกายให้พอควรและสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำจิตใจให้เบิกบาน สดใส  ไม่เครียด

ไฮโปไกลซีเมีย (HYPOGLYCEMIA) โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

หากมีอาการง่วงนอนมากๆในตอนเช้า แถมยังรู้สึกอ่อนเพลีย อยากนอนอยู่ตลอดเวลาทั้งๆที่ตอนกลางคืนก็นอนมาอย่างเต็มอิ่ม นั่นอาจเป็นอาการของโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ ไฮโปไกลซีเมีย(HYPOGLYCEMIA) ก็เป็นได้

อ่อนเพลียเรื้อรัง

ภาพประกอบจาก pastorerickson.com

โรคไฮโปไกลซีเมีย  หรือที่มักเรียกกันว่า  โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ โรคฮิตของคนเมืองยุคใหม่    โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์แต่อย่างใด แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของการดำรงชีวิตแบบผิดๆของคนเรา  ซึ่งในบางครั้งอาจเรียกกันว่าเป็นโรคภาวะน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ในเลือดต่ำ   ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกไร้เรี่ยวแรงตลอดทั้งวัน

ซึ่งพฤติกรรมที่ทำให้เรามีอาการไฮโปไกลซีเมีย  เช่น การบริโภคอาหารจำพวกแป้งขัดขาว น้ำตาล อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม พิซซ่า หรือขนมหวานมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น  หลังจากนั้นตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลง พอระดับน้ำตาลลดลงไม่เท่าไหร่ เราเกิดรับประทานอาหารจำพวกนี้เข้าไปอีก น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้นมาอีกแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาลดน้ำตาลอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแล้วลงต่ำสลับกันไปตลอดเวลา ซึ่งทุกครั้งที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงเราก็จะมีอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ  ผสมกับการนอนไม่หลับ  ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว  ระบบขับถ่ายต่าง ๆ รวนไปหมด
นอกจากเรื่องการกินที่ผิดๆนั้นแล้ว  ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมอันเป็นพิษ ความเครียด ความรีบเร่ง ความยุ่งเหยิงในการดำเนินชีวิตที่ต้องทุกอย่างแข่งขันกับเวลา การนอนดึก ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เหนื่อยได้ง่าย ๆ และยิ่งถ้าหากต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เจ็บป่วยหนักขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย เราควรปรับพฤติกรรมดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหาร โดยการงดเติมน้ำตาลในอาหาร หรือเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วย
  2. ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ไปกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับกรดออกมามาก จนเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นแล้ว ความเครียด ยังนำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งยังทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงอีกต่างหาก
  3. ไม่ควรทานอาหารหนักๆหรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนก่อนนอน  เพราะจะทำให้หลับยาก ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้น
  4. ฝึกสมาธิ เพื่อควบคุมจิตใจให้สงบ และผ่อนคลายความเครียด
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อจะทำให้หลับง่ายและหลับสบายยิ่งขึ้น
  6. เลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ซึมเศร้า
  7. พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ
  8. ในบางรายที่เป็นมาก อาจต้องปรึกษาแพทย์ และอาจรับประทานวิตามินบีเสริมเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า

เครียด…คืออะไร?

ความเครียด

ภาพประกอบจาก baagu.net

ในแต่ละวัน เราต้องทำอะไรหลายๆอย่าง มีเรื่องให้วิตกกังวล หรือมีปัญหาต่างๆ มากมายที่ต้องให้คิด เป็นสาเหตุให้เกิด “ความเครียด” ซึ่งความเครียดเป็นภาวะของอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญ กับปัญหาต่างๆ และทำให้รู้สึกถูกกดดัน ไม่สบายใจ วุ่นวายใจ กลัว วิตกกังวล ตลอดจนถูกบีบคั้น เมื่อบุคคลรับรู้หรือประเมินว่าปัญหาเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คุกคามจิตใจ หรืออาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จะส่งผลให้สภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจเสียไป

ผลจากปฏิกิริยาตอบสนองที่มีต่อความเครียด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลนั้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

1. ด้านร่างกาย

ในภาวะที่บุคคลมีความเครียด จะเป็นผลให้เกิดอาการทางกายหลายอย่างแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล ไม่ว่าจะเป็นอาการหน้ามืด  เป็นลม เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน แผลในกระเพาะอาหาร  ซึ่งหากเกิดอาการเครียดอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดอาการช็อก และเสียอาจเสียชีวิตได้

2.  ด้านจิตใจและอารมณ์

ผู้ที่มีความเครียดเรื้อรังและไม่สามารถผ่อนคลายจะมีปัญหาเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลได้สูงกว่าคนทั่วไป ทำให้คุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมทั้งหน้าที่การงานแย่ลงอีกด้วย

3. ด้านพฤติกรรม

ความเครียด นอกจากจะส่งผลต่อร่างกาย จิตใจและอารมณ์แล้ว ยังส่งผลให้พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น  มีอาการนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับหลายคืนติดต่อกัน เริ่มปลีกตัวจากสังคม และเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บางคนจะมีพฤติกรรมการปรับตัวต่อความเครียดในทางที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา เล่นการพนัน ซึ่งทำให้มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ความอดทนเริ่มต่ำลง อาจมีการอาละวาดขว้างปาข้าวของ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายร่างกายตนเอง หรือหากบางรายที่เครียดมากอาจเกิดอาการหลงผิดและตัดสินใจแบบชั่ววูบนำไปสู่ การฆ่าตัวตายในที่สุด

จะเห็นได้ว่าความเครียดมีข้อเสียมากมาย แต่ในบางครั้งความเครียดก็พอจะมีข้อดีอยู่บ้าง เช่น ความเครียดในระดับต่ำในระยะสั้นๆ จะทำให้มีการตื่นตัว มีความกระตือรือร้นในการทำงาน เช่น ก่อนสอบจะมีสมาธิในการอ่านหนังสือ เป็นต้น

หยุดป่วยด้วยการบริหารสติ

ทำสมาธิ

รู้หรือไม่ว่าอารมณ์มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

อารมณ์โกรธ  ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ และโรคความดันโลหิตสูง

ความกลัว ทำให้ร่างกายอ่อนแอ จนทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ความวิตกกังวล ทำให้เกิดความเครียด นอนไม่หลับ และมีอาการปวดตึงบริเวณบ่า มีกรดในกระเพาะอาหาร
และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการมีสติ และพยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ในทางลบเหล่านี้

- ควรจดบันทึกทันที ที่เกิดความรู้สึกทางด้านลบ ในขณะเดียวกันก็ควรบันทึกความรู้สึกในด้านบวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง
และเป็นการฝึกมองโลกในแง่ดี เช่นเมื่อทำของหายเราจะรู้สึกโกรธตัวเอง ถ้าคิดในด้านบวก อาจจะมีคนเก็บได้แล้วนำมาส่งคืน

- ฝึกรับรู้อารมณ์ในด้านบวก ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกดีๆ ในใจ ให้บอกกับตัวเองว่า “เราโชคดี”
เช่น วันนี้เราโชคดีที่ได้ทานอาหารมื้อเช้าแสนอร่อย จะช่วยทำให้เกิดอารมณ์ในด้านบวกมากขึ้น

- นั่งสมาธิก่อนนอน อย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และมีสติควบคุมตัวเองมากขึ้น

การมีสติและรู้ตัวอยู่เสมอ รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง จะเป็นภูมิชีวิตอย่างดี ที่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราแข็งแรง และมีชีวิตที่ยืนยาว

หอมหัวใหญ่ เครื่องเทศสารพัดประโยชน์

หอมหัวใหญ่

ภาพประกอบจาก thaiza.com

หอมหัวใหญ่ กลิ่นหอมฉุน พืชผักที่เราพบเห็นได้ทั่วไป มีคุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้ามมากมาย ทั้งคุณค่าทางสารอาหาร ที่มีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญทั้ง วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1และ บี 2 อีกทั้งยังมีเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี การรับประทานหอมหัวใหญ่ จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เพราะหอมหัวใหญ่จะไปช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย ขับปัสสาวะ เพราะหอมหัวใหญ่จะไปช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับของเสียในร่างกาย ที่สำคัญทำให้นอนหลับสบาย ต้านโรคหวัด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ จะไปขัดขวางไม่ให้ไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือด

รู้แบบนี้แล้ว ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับ เป็นหวัดบ่อย ลองหาโอกาสรับประทานหอมหัวใหญ่ดูนะคะ เื่พื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

 

6 อาการผิดปกติธรรมดา ที่น่ากลัว

1. อาการนอนไม่หลับ

ความผิดปกติที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ การนอนไม่หลับแค่หนึ่งคืน อาจส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ หากมีอาการนอนไม่หลับมารบกวนอยู่บ่อยครั้ง ควรรีบไปพบแพทย์ หากปล่อยทิ้งเอาไว้อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจในที่สุด

2. อาการท้องผูก

อาการท้องผูกคือภายในหนึ่งสัปดาห์มีการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง เนื่องจากเกิดความผิดปกติบางอย่างไปขัดขวางการทำงานของลำไส้ ทำให้อาหารผ่านลำไส้ได้ช้าลง หากมีอาการท้องผูก เรื้อรังมากกว่า 3 สัปดาห์ควรรีบไปพบแพทย์
เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักและโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

3. อาการปวดหัว

หากมีอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ คลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย ติดต่อกันนาน 2-3 วัน ให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดา แต่มีอะไรที่มากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดหัวเพิ่มมากขึ้น มีอาการแขนขาอ่อนแรง
พูดไม่ชัด ตาพล่ามัว และมีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 2-4 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่า ระบบประสาทส่วนกลางมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

4. อาการปวดฟัน

อาการปวดฟันหลังจากการถอนฟัน และมีอาการปวดกราม ปวดหน้า ร่วมด้วยนานเกินกว่า 7 วัน ให้รีบไปพบแพทย์ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าเส้นประสาทบริเวณใบหน้า มีการกดทับกันอยู่ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที อาจรุนแรงจนถึงขั้นตาบอดได้

5.อาการท้องเสีย

อาการท้องเสียติดต่อกันนานหลายวัน เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่เตือนให้ต้องระวังว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย
มีความเป็นไปได้ว่ามีการติดเชื้อปรสิตในลำไส้ เป็นโรคโครนส์(Crohn’s Disease) หรือเกิดอาการลำไส้อุดตันบางส่วน
ถุงน้ำดีมีปัญหา ตับอ่อนมีปัญหา ดังนั้นเมื่อมีอาการท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์
และหลีกเลี่ยงการซื้อยาฆ่าเชื้อมาทานเอง เนื่องจากตัวยาบางชนิดอาจไปทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ทำให้อาการยิ่งแย่ลงกว่าเดิม จนลำไส้เกิดการอักเสบได้

6. อาการกรดไหลย้อน

อาการแสบร้อนกลางอก โรคหวัด หรือฟันผุ สัญญาณเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน
หากมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปจนล้นขึ้นมาถึงบริเวณหลอดอาหาร อาจส่งผลต่อกล่องเสียง ลำคอ และปอดได้
หากละเลยไม่ไปพบแพทย์ จนเกิดอาการเรื้อรัง และเชื้อโรคกระจายไปส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาจนำไปสู่โรคมะเร็งได้ในที่สุด

 

5 วิธี คืนพลังชีวิตด้วยการหลับ(ลึก)

ความสำคัญของการนอนคือต้องหลับสนิทและหลับลึก
หากหลับสนิทได้ การนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

ภาพประกอบจาก sodahead.com

5 วิธี คืนพลังชีวิตด้วยการหลับ

1. ออกกำลังกายตอนเช้า = ยาวิเศษ

การออกกำลังกายที่ถูกต้องและได้ผลดีที่สุด คือการออกกำลังกายในตอนเช้าอย่างต่อเนื่อง นานอย่างน้อย 30 นาที
ให้หัวใจเต้นแรงถึงจุดพีค ซึ่งจะทำให้โกร๊ธฮอร์โมน (Growth Homone) หลั่ง ฮอร์โมนตัวนี้เปรียบเสมือน “ยาวิเศษ”
ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มภูมิชีวิตให้เรา การออกกำลังกายตอนเย็น จะทำให้ร่างกายตื่นตัว และมีผลทำให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืน

2.เลิก ชา กาแฟ และ แอลกอฮอล์ = ยานอนหลับ

การดื่มชา กาแฟ หรือ แอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เนื่องจากในเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีส่วน
ผสมของสารคาเฟอีน มีผลกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้ไม่รู้สึกง่วงนอน และเป็นที่มาของอาการนอนไม่หลับ

3. ลดความกังวล = ยาคลายเครียด

เนื่องจากความเครียดมีผลทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่มีชื่อว่า คอร์ติซอล และ อะดรีนาลิน ซึ่งเป็นสาเหตุ
ทำให้นอนไม่หลับ หรือนอนหลับได้ยาก หลายๆ ท่านที่พบความผิดปกติของสุขภาพ บางคนเครียดจนกินไม่ได้
นอนไม่หลับ หากยิ่งตกใจหรือเป็นทุกข์ไปกับโรคภัย ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลับทำให้สุขภาพของเราแย่ลงอีก
ดังนั้นเวลามีปัญหาหรือรู้สึกไม่สบายใจ ควรให้ตัวเองอยู่กับธรรมชาติ ปล่อยความรู้สึกให้ผ่อนคลายไปกับการดูนก
ดูต้นไม้ หรือตามดูจิตของตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่เก็บปัญหาไปรบกวนจิตใจก่อนนอน

4.ไหว้พระก่อนนอน = วิตามินเสริมสร้างความสดใส

เมื่อถึงเวลานอน ควรทำใจให้สบาย ไหว้พระสวดมนต์ ตั้งจิตระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขณะล้มตัวลงนอน เพียงเท่านี้จิตใจของ
เราก็พร้อมแล้วสำหรับการนอน เมื่อจิตใจสบาย ไร้ซึ่งรบกวนใดๆ การนอนหลับจึงทำได้ง่ายขึ้น
และดำเนินไปอย่างเต็มประสิทธิภาพจนถึงเช้า

5.รักษาความสะอาดของห้องนอน = วิตามินเสริมต้านโรค

ควรออกแบบห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี จัดห้องนอนให้โล่ง กว้าง ไม่วางของใช้ที่ไม่จำเป็น
และทำความสะอาดทุกวัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการของโรคภูมิแพ้

 

การนอนไม่หลับ (Insomnia)

อาการนอนไม่หลับ  เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายหลายชนิด  โรคทางจิตเวชหลายโรค  หรือ  อาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด  จากสารบางอย่างที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง  เช่น สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในชา  กาแฟ  น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น โคล่า  เป๊ปซี่)  เครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ  นอกจากนี้การดื่มสุราอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้นอนไม่หลับ โดยอาการนอนไม่หลับจะมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น เข้านอนแล้วหลับยาก หรือตื่นนอนกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ทำให้ผู้ที่นอนไม่หลับหรือหลับได้ไม่เพียงพอ  มักจะมีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน  สมองไม่ปลอดโปร่ง  อาจหงุดหงิด  อาจง่วงซึม  หรือหลับมากในตอนกลางวัน  ประสิทธิภาพในการเรียน  ในการทำงานมักจะลดลง  นอกจากนี้อาจมีอาการของโรคต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับด้วย  เช่น  ตอนกลางคืนนอนกรนเสียงดัง  หรืออาจหยุดหายใจเป็นพัก ๆ  หรืออาจมีอาการของโรคซึมเศร้า  คือ รู้สึกซึม  เศร้า  เบื่อหน่าย  ท้อแท้  หดหู่  เบื่ออาหาร  เบื่อชีวิต  คิดอยากตาย

วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับ
1.    เริ่มแรก  ต้องค้นหาสาเหตุ  และกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับก่อน  ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย  หรือโรคทางจิตเวช  ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น  อาจใช้ยาช่วยให้นอนหลับในช่วงเริ่มต้น  และใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น  เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือความเจ็บป่วยทางจิตเวชดีขึ้น  อาการนอนไม่หลับก็จะหมดไป  และสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

2.  ควรจัดสุขลักษณะการนอนที่ดี  ได้แก่
- ห้องนอนควรจัดให้เหมาะสมกับการนอนหลับ  เช่น ไม่ควรจะร้อนหรือหนาวบรรยากาศควรเงียบสงบ ไม่ควรมีเสียงอึกทึก แต่อาจจะมีเสียงเพลงคลอไปเบา ๆ ได้
-  ควรใช้ห้องนอนเพื่อสำหรับการหลับนอนเท่านั้น  ไม่ควรใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ  เช่น รับประทานอาหาร  เล่นเกมส์ต่าง ๆ
-  ควรจะดื่มนมอุ่น ๆ 1 แก้ว หรือ ทานกล้วย 1 ผล  ก็จะช่วยให้หลับสบายขึ้น
- ไม่ควรดื่ม  เช่น ชา กาแฟ  น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น เป๊ปซี่  โคล่า)  หรือเครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ ในตอนบ่าย  ตอนเย็น  หรือช่วงก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา  เหล้า เบียร์ และไวน์ อย่างต่อเนื่องทุกวัน  เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้มีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ  หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่มติดต่อกันนาน ๆ
- ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหนักช่วงตอนเย็น หรือตอนก่อนนอน  ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้า  สัปดาห์ละ 3-4 วัน  วันละ 20-30 นาที  จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น  และหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน
-  สร้างนิสัยตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน  รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่าง ๆ ด้วย  วิธีนี้จะช่วยให้วงจรการหลับ และการตื่นของคนเราให้ทำงานได้ดี  ไม่เกิดปัญหา
- หลีกเลี่ยงการดูหนัง  รายการโทรทัศน์  หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่ตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน
-  หากเข้านอนไปแล้วประมาณ 20-30 นาที  แต่ยังนอนไม่หลับก็ควรลุกไปทำกิจกรรมเบาๆ ก่อน ไม่ควรจะข่มตาให้หลับ เช่นอ่านหนังสือบันเทิง ฟังเพลงเย็นๆ ฟังหรืออ่านธรรมะ เป็นต้น