Health Lover Rotating Header Image

ความดันสูง

โยเกิร์ต (Yoghurt)

โยเกิร์ต (Yoghurt) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่หมักโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี ที่จัดอยู่ในจำพวก โพรไบโอติก” ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลนม(แลคโตส) เป็นกรดแลคติก นมจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเหลวกึ่งข้น มีรสเปรี้ยวคล้ายนมบูด  เมื่อเรากินเข้าไปแบคทีเรียเหล่านี้ก็จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ จะส่งผลให้ระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวมของเราจะดีขึ้น

โยเกิร์ต

ภาพประกอบจาก ladyinter.com

โดยปกติแล้วระบบลำไส้ของคนเราจะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดดี และชนิดไม่ดี หากในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีเยอะ ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายจะมีปัญหา เช่น ท้องเสีย ท้องผูก อาหารไม่ย่อย แต่ถ้าเรามีจุลินทรีย์ชนิดดีอยู่ มันจะยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานให้ระบบย่อย ซึ่งจุลินทรีย์ชนิดดีสามารถย่อยน้ำตาลในนมได้  ซึ่งถ้าหากเรามีปัญหาดื่มนมแล้วท้องเสีย สามารถกินโยเกิร์ตแทนได้  เพราะน้ำตาลแลคโตสในนมถูกเชื้อแลคโตบาซิลัสเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า จุลินทรีย์ชนิดดีป้องกันการติดเชื้อ คนที่ถ่ายท้องจึงกินโยเกิร์ตเพื่อช่วยลดอาการท้องเดินได้

นอกจากนี้แล้ว โยเกิร์ตยังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราอาจไม่เคยรู้ ดังนี้

  • ไขมัน “คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก” ในโยเกิร์ตสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ในโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด ได้แก่ ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 ซึ่งคนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำมักจะอายุยืนและสุขภาพแข็งแรง
  • ถึงแม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม แต่โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่ในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้
  • แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ ชนิดดีที่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อได้อีกด้วย
  • ในโยเกิร์ตมีแคลเซียมที่สูงมากซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้เราผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย
  • เป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

น้ำกับชีวิต…

“ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%” คงเป็นประโยคที่เราทุกคนเคยได้ยินกันบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เรารู้ว่าน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตของเราเป็นอย่างมาก

น้ำ

ภาพประกอบจาก vanvick.wordpress.com

ปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะน้ำในร่างกายเรานั้นมีหน้าที่มากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจน เพื่อขนส่งให้เซลล์ต่าง ๆ นับล้าน ๆ เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานได้ปกติ ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกาย ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้สะดวก

เนื่องจากในแต่ละวันร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 2,500 มิลลิลิตรต่อวัน ดังนั้นเราจึงต้องดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์เข้าไปชดเชยประมาณ 1,500-2,000 มิลลิลิตร แต่ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ  แทนน้ำเปล่าเพราะไตต้องทำงานหนักในการคัดสารปรุงแต่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้ง แถมคาเฟอีนในเครื่องดื่มยังกระตุ้นให้ร่างกายขับน้ำออก ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนวิธีที่ถูกต้องในการดื่มน้ำ คือค่อยๆ จิบไปตลอดทั้งวัน การดื่มรวดเดียวทีละมากๆ ก็เหมือนกับการเทน้ำทิ้งลงท่อเพราะร่างกายยังไม่ทันดูดซึมก็ถูกกำจัดทิ้งไปพร้อมปัสสาวะแล้ว

ถ้าหากในแต่ละวันเราดื่มน้ำน้อยเกินไป ส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เพราะร่างกายต้องดึงน้ำจากส่วนต่าง ๆ มาใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายผิดปกติ ผิวพรรณหยาบกร้าน ไตทำงานหนัก ส่งผลให้ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันสูง เกิดอาการบวมน้ำ เป็นต้น

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ให้ดูปัสสาวะ หากมีสีจางใสและมี
ปริมาณมากแสดงว่าน้ำในร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลแล้ว แต่ถ้าหากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มและมีปริมาณน้อย แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำน้อยเกินไป