วางโน้ตบุ๊กไว้บนตักทำให้เป็นหมันได้

แล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ก กลายเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นหรือหนุ่มสาววัยทำงานหลายคนไปแล้ว เพราะนับวันคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับเราในทุกๆด้าน  ซึ่งแล็ปท็อปและโน้ตบุ๊กสามารถพกพาไปไหนได้อย่างสะดวกสบาย  และด้วยความสะดวกสบาย พกพาง่ายของมันทำให้สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ว่าจะไม่มีโต๊ะให้วาง ก็วางบนตักของตัวเองได้อย่างง่ายๆพอๆ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าการวางโน้ตบุ๊กบนตักก่อให้เกิดผลเสียตามมาคือ การเป็นหมันในเพศชาย

โน้ตบุ๊ก
ภาพประกอบ dreamstime.com

โดยปกติแล้วร่างกายของคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะต่อการสร้างและเก็บรักษาเซลล์อสุจิไว้ เพราะมีอุณหภูมิสูงเกินไป ระหว่างพัฒนาการของทารกเพศชายในครรภ์ เมื่อ “อัณฑะ” ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตเชื้ออสุจิเจริญขึ้น อัณฑะจะค่อยๆ เคลื่อนออกไปนอกช่องท้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า เพื่อลดอุณหภูมิลงให้เหมาะสมต่อการสร้างเชื้ออสุจิ ซึ่งอัณฑะที่ห้อยอยู่นอกช่องท้องนี้ถูกห่อหุ้มอยู่ด้วย “ถุงหุ้มอัณฑะ” ซึ่งคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมอยู่เสมอ หากร้อนเกินไปถุงจะคลายตัวเพื่อระบายความร้อน หากเย็นเกินไปถุงจะหดตัวเพื่อให้อบอุ่นขึ้น ซึ่งปกติแล้วอุณหภูมิที่เหมาะสมในการสร้างเชื้ออสุจิอยู่ที่ ประมาณ 35 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2 องศาเซลเซียส  ถ้าหากอสุจิได้รับความร้อน จะทำให้เกิดความเครียด ที่เกิดจากความไม่สมดุลของเมตาบอลิซึมในเซลล์ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระสะสม) เคลื่อนที่ได้ช้าลง และมีความสามารถในการปฏิสนธิลดลง  หากปล่อยเชื้ออสุจิที่กำลังอ่อนแอออกไปเผชิญชะตากรรมภายนอก ก็ยากที่เหล่าอสุจิจะประสบความสำเร็จได้

จากงานวิจัยเกี่ยวกับผลของความร้อนที่มีต่อเชื้ออสุจิของนาย เยฟิม เชนกิน  (Yefim Sheynkin)  พบว่าการเล่นโน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์บนตักทำให้อุณหภูมิของอัณฑะสูงขึ้น ประมาณ 2 องศาเซลเซียส โดยงานวิจัยนี้ศึกษาจากอาสาสมัครชายสุขภาพดี 29 คน โดยจะให้แต่ละคนติดเซ็นเซอร์ (sensor) วัดอุณหภูมิไว้ที่ตำแหน่งอัณฑะซ้ายและขวาแล้วให้นั่งเล่นโน้ตบุ๊กโดยวางไว้บนตัก เซ็นเซอร์จะวัดและบันทึกอุณหภูมิทุกๆ 3 นาที หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง ปรากฏว่าอัณฑะซ้ายอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 2.6 องศาเซลเซียส และข้างขวาสูงขึ้นประมาณ 2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่ออสุจิได้ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นได้

นอกจากนี้แล้ว การเล่นโน้ตบุ๊กโดยวางไว้บนตัก ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน  ผิวไหม้และทำให้ผิวด่าง หากติดนิสัยเล่นโน้ตบุ๊กบนตักนาน ๆ ก็จะทำให้เป็นมะเร็งบริเวณหัวเข่าหรือต้นขาได้อีกด้วย

โรคอ้วน

ปกติแล้วร่างกายของเราทุกคนจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นเบาะกันกระแทก แต่ถ้าหากมีมากเกินไปคือโรคอ้วน

โรคอ้วน
ภาพประกอบ guardian.co.uk

เราทุกคนรู้กันเป็นอย่างดีว่าความอ้วน คือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่นำพาคนเราไปสู่ความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากที่สุด  เมื่อเทียบกับโรคภัยระบาดต่างๆตามฤดูกาลที่เกิดจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและเชื้อโรคต่างๆ  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าโรคร้ายที่เกิดจากการสะสมพอกพูนของไขมัน ทำให้เกิดโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

โรคอ้วนเป็นภาวะทางสุขภาพที่เป็นปัญหาอย่างมากในสังคมปัจจุบันนี้ และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเรา มีประชากรที่ป่วยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรวจพบว่า ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเพศชายพบว่าเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 36% เพศหญิงเพิ่มขึ้น 47% โดยช่วงวัยทำงาน อายุระหว่าง 20-29 ปีจะมีอัตราเพิ่มของโรคอ้วนมากที่สุด

สาเหตุของโรคอ้วน

1. กรรมพันธุ์

2. การดำเนินชีวิตประจำวัน คือ การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันเป็นชีวิตที่รีบเร่งทำให้ไม่ค่อยได้สนใจเกี่ยวกับอาหารการกิน เลือกที่สะดวกสบายเป็นหลัก ซึ่งอาหารเหล่านั้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อ้วน และเนื่องจากไม่มีเวลาทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกายด้วย

การแก้ปัญหาโรคอ้วนควรใช้วิธีการป้องกัน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ความรู้ในเรื่องการเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้อง การกระตุ้นให้มีการออกกำลังกาย เล่นกีฬาที่มากขึ้น มากกว่าการเยียวยารักษา  เพราะการใช้วิธีเยียวยารักษาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้โรคอ้วนหมดไป ต้องอาศัยการผสมผสานของข้อความรู้ต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ มาช่วยแก้ไข โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในลักษณะต่างๆ ที่สามารถจะช่วยทำให้การเกิดโรคอ้วนลดลงได้

ประโยชน์ของเบียร์

เบียร์ จัดเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่แอลกอฮอล์นั้นได้มาจากการหมัก บ่ม มิใช่โดยการกลั่น เบียร์ต่างจากไวน์ตรงที่การหมัก เบียร์เกิดจากการหมักน้ำตาลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงแป้งของเมล็ดธัญพืช หรือ ธัญชาติประเภทข้าวมอลต์ ส่วนไวน์จะเป็นการหมักน้ำตาลที่ได้จากผลองุ่น ที่เรียกว่า ไวน์องุ่นหรือการหมักน้ำตาลที่ได้จากน้ำผลไม้ ที่เรียกว่า ไวน์ผลไม้ ส่วนสุราประเภทเหล้า วิสกี้ บรั่นดีนั้นจะต้องนำแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักน้ำตาลจากเมล็ดธัญชาติ หรือผลองุ่น หรือผลไม้อื่นมาทำการกลั่นแยกเอาแอลกอฮอล์ออกมาอีกครั้งหนึ่ง จึงเรียกสุราประเภทนี้ว่า สุรากลั่น ดังนั้นเบียร์จึงเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไวน์ และเหล้าวิสกี้ หรือบรั่นดี

ประโยชน์ของเบียร์
ภาพประกอบ hollandbrewery.com

ซึ่งในเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000  ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น

  • ช่วยป้องกันโรคหัวใจ จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 – 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน
  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากสารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ช่วยป้องกันเบาหวาน  เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลินให้เหมาะสม
  • ต้านความเครียด จากการศึกษาของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal พบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์
  • ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต  การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%
  • มีส่วนช่วยให้ผิวสวย เพราะในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

ถึงแม้ว่าเบียร์จะมีประโยชน์อยู่มาก แต่ควรดื่มแค่พอประมาณ เพราะเราทราบกนดีอยู่แล้วว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดผลเสียทุกชนิด โดยเฉพาะกับตับ ซึ่งต้องทำงานหนักเป็นพิเศษเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขับพิษออกจากร่างกาย แต่ถ้าตับเสียหาย ร่างกายก็จะเต็มไปด้วยพิษ แถมที่สำคัญเบียร์ทำให้บวมอ้วน

ท้องผูก (Constipation)

ผู้ที่มีอาการท้องผูกมักจะมีความรู้สึกไม่สบายท้อง ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยด้วย ซึ่งเวลาเข้าห้องน้ำต้องออกแรงเบ่งมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบขับถ่าย เป็นริดสีดวงทวาร หรือแม้กระทั่งไส้ติ่งอักเสบ ที่สำคัญ อาการท้องผูกมักเป็นอาการหนึ่งเมื่อระบบลำไส้ใหญ่มีความผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงลำไส้ เป็นต้น

ท้องผูก
ภาพประกอบ holistichubs.com

ท้องผูก (Constipation) คือ อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่มักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง ซึ่งในตอนที่กากอาหารเคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ใหม่ๆนั้นจะยังค่อนข้างเหลวและมีน้ำอยู่มาก สำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและสารบางอย่างกลับเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้อุจจาระแห้งขึ้นและเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนมากขึ้น ถ้าอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานๆ หรือในกรณีที่ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ น้ำในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งอาการท้องผูกอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ  ส่วนใหญ่มาจากการมีพฤติกรรมการกิน การขับถ่ายและการใช้ชีวิตประจำวันผิดๆ ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีดังนี้

  1. ดื่มน้ำมาก  กินผักผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมาก ๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้ดี
  2. เวลากินอาหารควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร และดื่มน้ำตามมากๆ จะทำให้ถ่ายง่ายขึ้น
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ประมาณ 20-30 นาที เพื่อกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งจะช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น
  4. ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา  ไม่ควรกลั้นอุจจาระจนติดเป็นนิสัย  อย่ากลั้นอุจจาระ และควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด
  5. ถ้าท้องผูกจนต้องเบ่ง และทำให้รู้สึกไม่สบาย อาจทำให้อุจจาระนุ่มลง โดยใช้ยาเหน็บกลีเซอรินสอดเข้าทางทวารหนัก แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ทันที

เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยให้เราไม่อึดอัดเวลาท้องผูก และช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย

ดนตรีบำบัด (Music Therapy)

จากผลการวิจัยหลายๆ เรื่องมีข้อพิสูจน์ว่า ดนตรีส่งผลต่อร่างกาย โดยสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนโลหิต ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อจิตใจและสมอง คือ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สติสัมปชัญญะ จินตนาการ การรับรู้สภาพความเป็นจริงด้วย

Music Therapy
ภาพประกอบ health.ninemsn.com.au

ดังนั้นนอกจากเราจะใช้ประโยชน์จากดนตรีเพื่อความสุนทรีย์แล้ว ในปัจจุบันยังมีการนำดนตรีมาใช้ประโยชน์ เพื่อการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยและคนทั่วไปมากขึ้นในศาสตร์ของ ดนตรีบำบัด เพราะพบว่าดนตรีใช้ได้ผลดียิ่งกับโรคทางกายและทางจิตเวช

ดนตรีบำบัด (Music Therapy) เป็นการนำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยน พัฒนา บำบัดฟื้นฟูเยียวยาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปที่มีความเครียด ดนตรีจะทำให้อารมณ์ด้านลบที่ถูกเก็บไว้ในร่างกายและจิตใจถูกเปิดออก และนำมาแปรเปลี่ยนไปในเชิงสร้างสรรค์ เมื่อได้รับการดูแลจากกระบวนการที่เหมาะสม ก่อให้เกิดกำลังใจ และค้นพบสภาวะสมดุลทางอารมณ์ อันจะนำไปสู่การเผชิญกับปัญหาและต่อสู้กับโรคภัยได้ โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยอาจจะอยู่ในรูปการฟังดนตรีหรือเล่นก็ได้ โดยเป้าหมายของดนตรีบำบัดนั้นไม่ได้เน้นเกี่ยวกับทักษะทางด้านดนตรี แต่จะเน้นทางด้านพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ขึ้นอยู่กับสภาพและความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด

ดนตรีบำบัดนั้นสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ  ซึ่งสามารถใช้ได้กับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เพื่อสนองตอบความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ปัญหาพัฒนาการบกพร่อง โรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางกาย อาการเจ็บปวด หรือสำหรับคนปกติทั่วไป ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด หรือเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ได้เช่นเดียวกัน

ไฮโปไกลซีเมีย (HYPOGLYCEMIA) โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

หากมีอาการง่วงนอนมากๆในตอนเช้า แถมยังรู้สึกอ่อนเพลีย อยากนอนอยู่ตลอดเวลาทั้งๆที่ตอนกลางคืนก็นอนมาอย่างเต็มอิ่ม นั่นอาจเป็นอาการของโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ ไฮโปไกลซีเมีย(HYPOGLYCEMIA) ก็เป็นได้

อ่อนเพลียเรื้อรัง
ภาพประกอบจาก pastorerickson.com

โรคไฮโปไกลซีเมีย  หรือที่มักเรียกกันว่า  โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ โรคฮิตของคนเมืองยุคใหม่    โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์แต่อย่างใด แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของการดำรงชีวิตแบบผิดๆของคนเรา  ซึ่งในบางครั้งอาจเรียกกันว่าเป็นโรคภาวะน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ในเลือดต่ำ   ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกไร้เรี่ยวแรงตลอดทั้งวัน

ซึ่งพฤติกรรมที่ทำให้เรามีอาการไฮโปไกลซีเมีย  เช่น การบริโภคอาหารจำพวกแป้งขัดขาว น้ำตาล อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม พิซซ่า หรือขนมหวานมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น  หลังจากนั้นตับอ่อนก็จะผลิตอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลง พอระดับน้ำตาลลดลงไม่เท่าไหร่ เราเกิดรับประทานอาหารจำพวกนี้เข้าไปอีก น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้นมาอีกแล้ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมาลดน้ำตาลอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแล้วลงต่ำสลับกันไปตลอดเวลา ซึ่งทุกครั้งที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงเราก็จะมีอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ  ผสมกับการนอนไม่หลับ  ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว  ระบบขับถ่ายต่าง ๆ รวนไปหมด
นอกจากเรื่องการกินที่ผิดๆนั้นแล้ว  ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมอันเป็นพิษ ความเครียด ความรีบเร่ง ความยุ่งเหยิงในการดำเนินชีวิตที่ต้องทุกอย่างแข่งขันกับเวลา การนอนดึก ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อยล้า เหนื่อยได้ง่าย ๆ และยิ่งถ้าหากต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เจ็บป่วยหนักขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย เราควรปรับพฤติกรรมดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหาร โดยการงดเติมน้ำตาลในอาหาร หรือเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดด้วย
  2. ควบคุมอารมณ์ไม่ให้เครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ไปกระตุ้นให้ผนังลำไส้ขับกรดออกมามาก จนเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นแล้ว ความเครียด ยังนำไปสู่โรคต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งยังทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงอีกต่างหาก
  3. ไม่ควรทานอาหารหนักๆหรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนก่อนนอน  เพราะจะทำให้หลับยาก ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้น
  4. ฝึกสมาธิ เพื่อควบคุมจิตใจให้สงบ และผ่อนคลายความเครียด
  5. ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อจะทำให้หลับง่ายและหลับสบายยิ่งขึ้น
  6. เลี่ยงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เครียด ซึมเศร้า
  7. พยายามเข้านอนแต่หัวค่ำ
  8. ในบางรายที่เป็นมาก อาจต้องปรึกษาแพทย์ และอาจรับประทานวิตามินบีเสริมเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า

โยเกิร์ต (Yoghurt)

โยเกิร์ต (Yoghurt) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่หมักโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี ที่จัดอยู่ในจำพวก โพรไบโอติก” ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลนม(แลคโตส) เป็นกรดแลคติก นมจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเหลวกึ่งข้น มีรสเปรี้ยวคล้ายนมบูด  เมื่อเรากินเข้าไปแบคทีเรียเหล่านี้ก็จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ จะส่งผลให้ระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวมของเราจะดีขึ้น

โยเกิร์ต
ภาพประกอบจาก ladyinter.com

โดยปกติแล้วระบบลำไส้ของคนเราจะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดดี และชนิดไม่ดี หากในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีเยอะ ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายจะมีปัญหา เช่น ท้องเสีย ท้องผูก อาหารไม่ย่อย แต่ถ้าเรามีจุลินทรีย์ชนิดดีอยู่ มันจะยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานให้ระบบย่อย ซึ่งจุลินทรีย์ชนิดดีสามารถย่อยน้ำตาลในนมได้  ซึ่งถ้าหากเรามีปัญหาดื่มนมแล้วท้องเสีย สามารถกินโยเกิร์ตแทนได้  เพราะน้ำตาลแลคโตสในนมถูกเชื้อแลคโตบาซิลัสเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า จุลินทรีย์ชนิดดีป้องกันการติดเชื้อ คนที่ถ่ายท้องจึงกินโยเกิร์ตเพื่อช่วยลดอาการท้องเดินได้

นอกจากนี้แล้ว โยเกิร์ตยังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราอาจไม่เคยรู้ ดังนี้

  • ไขมัน “คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก” ในโยเกิร์ตสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ในโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด ได้แก่ ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 ซึ่งคนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำมักจะอายุยืนและสุขภาพแข็งแรง
  • ถึงแม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม แต่โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่ในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้
  • แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ ชนิดดีที่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร” ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อได้อีกด้วย
  • ในโยเกิร์ตมีแคลเซียมที่สูงมากซึ่งจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้เราผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย
  • เป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

นอนกัดฟัน

หากตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกปวดกล้ามเนื้อขากรรไกร หรือมีอาการปวดหัว คุณอาจกำลังประสบปัญหาจากโรคนอนกัดฟัน นอนกัดฟันเป็นความผิดปกติของคนเรา ซึ่งเป็นอาการขบกัดฟัน ในระหว่างนอนหลับ การนอนกัดฟันนี้ทำให้มีอาการปวดฟันหรือฟันโยก ในบางครั้งอาจทำให้ฟันสึก จนในที่สุด อาการนี้สามารถทำลายกระดูกรอบฟันและเนื้อเยื่อของเหงือกได้ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงบริเวณข้อต่อของขากรรไกร เช่น กลุ่มอาการของโรคขากรรไกรอักเสบ

นอนกัดฟัน
ภาพประกอบจาก orthoapnea.com

คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนอนกัดฟัน แต่จะทราบได้จากผู้อื่นว่าตนเองได้สร้างเสียงกัดฟันอันน่าสะพรึงกลัวให้กับคนรอบข้าง และบางคนจะรับการตรวจฟันเป็นประจำเมื่อพบว่าฟันของเขาสึกหรือสารเคลือบฟันถูกทำลายไป ส่วนสัญญาณอื่นๆ ของโรคนอนกัดฟัน อาจรวมไปถึงอาการปวดที่ใบหน้า ศีรษะ และต้นคอ ซึ่งทันตแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและจะชี้ชัดได้ว่าสาเหตุของอาการปวด ใบหน้าว่าเป็นผลมาจากโรคนอนกัดฟันหรือไม่

เนื่องจากไม่สามารถทราบสาเหตุของการนอนกัดฟันของแต่ละคนได้ การรักษาเพื่อหยุดการนอนกัดฟัน จึงยังไม่ได้ผลเต็มร้อย ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้นอนกัดฟัน เช่น ความเครียด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติด และยาที่ใช้รักษาโรคบางตัว เป็นต้น การนอนกัดฟันอาจพบร่วมกับความผิดปกติของการนอนอื่นๆ ได้แก่ การนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

ดังนั้นวิธีการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคนี้ โดยทันตแพทย์จะระบุสาเหตุที่อาจจะเป็นไปได้ของโรคนอนกัดฟันจากการซักถามโดย ละเอียดและตรวจสภาพฟันของคุณ เมื่อพิจารณาความเสียหายของฟันและสาเหตุที่อาจเป็นไปได้แล้ว บางทีอาจจะแนะนำให้ใส่อุปกรณ์ระหว่างนอนหลับ โดยอุปกรณ์ชนิดนี้ทำขึ้นโดยทันตแพทย์ให้พอดีกับฟันของคุณสำหรับใส่ครอบฟันบน และป้องกันไม่ให้กระทบกับฟันล่าง อุปกรณ์นี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีในการจัดการกับโรคนอนกัดฟัน แต่นั่นเป็นเพียงวิธีการป้องกันไม่ให้ฟันเสียหาย  หากต้องการที่จะรักษาควรหาเวลาพักผ่อนให้มาก เพราะความเครียดในชีวิตประจำวันอาจเป็นสาเหตุหลักของโรคนอนกัดฟัน การได้ฟังเพลง อ่านหนังสือ เดินเล่น หรืออาบน้ำอาจช่วยบรรเทาความเครียดได้

5 วิธีแก้ปัญหาการนอนกรน

ปกติแล้วเราทุกคนมีสิทธิ์นอนกรน( Snoring)ได้  รวมถึงเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงก็อาจจะนอนกรนได้ ซึ่งการนอนกรนนั้นมีผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพในการนอนหลับ  การนอนหลับไม่สนิทอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้า  และอาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

นอนกรน
ภาพประกอบจาก bbc.com

สาเหตุของการนอนกรนนั้นเกิดจากลิ้นไก่และเพดานอ่อนมีการสั่นมากกว่าปกติในขณะหลับ โดยเกิดจากการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เวลาเราหายใจเข้าอากาศไม่สามารถไหลลงเข้าไปสู่ปอดได้อย่างสะดวก ลมหายใจที่ไม่สามารถไหลลงไปสู่ปอดได้นั้นก็จะหมุนวนไปกระทบลิ้นไก่และเพดาน อ่อนทำให้เกิดเสียงกรนดังออกมารบกวนคนรอบข้าง  ซึ่งบางครั้งหากมีอาการนอนกรนอย่างรุนแรง ก็จะส่งผลให้เกิดอาการหยุดหายใจระหว่างนอนได้

เราสามารถรักษาการนอนกรนได้หลายวิธี ซึ่งการค้นหาสาเหตุของอาการนอนกรนนอกจากจะช่วยให้ค้นพบวิธีรักษาที่ถูกต้องแล้วยังช่วยพัฒนาสุขภาพได้อีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาการนอนกรน

1.  นอนบนฟูกที่แข็งและมีหมอนรองศีรษะต่ำ

เพื่อทำให้ลำคอตรงและช่วยลดการอุดขวางทางเดินอากาศในช่องลม

2.  เลิกหรือลดการสูบบุหรี่ 

บุหรี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้กรน เพราะบุหรี่ไปเพิ่มการผลิตเยื่อเมือกในจมูกและคอมากขึ้น เนื่องจากไปทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เนื้อเยื่อเมือกในคอและทางเดินหายใจส่วนบนบวม และไปทำให้ปอดรับออกซิเจนน้อยลง

3.  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์เป็นตัวกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้มีการหลับลึกมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายกว่าเดิม และทำให้นอนกรนมากขึ้น  แต่ยาแก้หวัดบางชนิดก็ส่งผลกับสมองไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ ก็สามารถเป็นสาเหตุให้นอนกรนได้

4.  การลดน้ำหนักตัว

เนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้นที่คอและหลอดคอของคนอ้วน และการที่มีกล้ามเนื้อที่ไม่ดีก็จะไปทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเล็ก แคบลง และแรงกดที่กระทำต่อกระบังลมเมื่อนอนหงายยิ่งเพิ่ม ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็น OSA โดยไปลดขนาดของปอดลงรวมทั้งปริมาณอากาศที่จะเข้าไปในการหายใจและครั้ง

5.   งดกินอาหารก่อนเข้านอน 

เมื่อเรากินอาหารลงไปแล้ว ร่างกายของเราต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารนั้นหลายชั่วโมง หากเราเข้านอนเร็ว ท้องของเราก็ยังมีอาหารค้างอยู่ ทำให้เกิดแรงดันจากกระเพราะอาหารไปยังกะบังลม เมื่อกะบังลมได้รับแรงดันนี้ก็จะส่งผลไปยังช่องทางเดินหายใจส่วนบนด้วย ทำให้การหายใจติดขัดเป็นสาเหตุของการนอนกรน

ดื่มนมแล้วท้องเสีย

นม เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย  ทั้งโปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน   ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ ร่างกายคนเราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้    ทำให้สุขภาพแข็งแรงหากดื่มเป็นประจำ   นมจึงเป็นอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนเรา

ดื่มนม
ภาพประกอบจาก mnn.com

แต่หลายคนมีปัญหาการดื่มนม คือเมื่อดื่มนมแล้วจะเกิดอาการท้องเสีย  จึงหลีกเลี่ยงด้วยการไม่ดื่มนม    ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม  เพราะทำให้ร่างกายขาดโอกาสในการได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยเฉพาะแคลเซียม  ที่ถือว่านมเป็นแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมมากที่สุด   และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย

สาเหตุที่ดื่มนมแล้วเกิดอาการท้องเสียนั้น ไม่ได้เกิดจากอาการแพ้  แต่เกิดเนื่องจากในน้ำนมของสัตว์ทุกชนิดมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบ   โดยคนเราจะมีน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสนี้กันทุกคนเมื่อแรกเกิด   จนถึงอายุประมาณ 4-5 ปี  ดังนั้นเมื่อผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว น้ำย่อยตัวนี้จะลดน้อยลงจนหมดไป จึงไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ พอเราดื่มนมเข้าไป  น้ำตาลในนมจะผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่แล้วถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ เกิดเป็นกรดและแก๊ส ทำให้ท้องเสียได้ เพราะไม่มีน้ำย่อยมาย่อยแลคโตสอีกแล้ว หรือบางคนอาจเกิดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นหน้าอก รวมทั้งผายลมบ่อย ๆ ด้วย

ส่วนวิธีแก้ปัญหาอาการท้องเสียที่เกิดจากการดื่มนม คือควรเริ่มดื่มนมวันละน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นในวันต่อๆ มา   โดยดื่มหลังอาหาร หรือดื่มร่วมกับอาหารว่างอื่น ไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง   ซึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงอาการไม่สบายในท้องต่างๆ ได้  แต่หากทำตามวิธีนี้แล้วยังเกิดปัญหาอยู่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมไปก่อน   แล้วหันมากินโยเกิร์ตแทน  เพราะในโยเกิร์ตมีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสเรียบร้อยแล้ว   เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง  จึงค่อยกับมาลองดื่มนมสดใหม่   ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย และแคลเซียมเพียงพอ