เรื่องของอาหารเช้า

ในปัจจุบัน หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนหลงลืมอาหารมื้อสำคัญอย่างอาหารเช้าไป ทั้งที่อาหารเช้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายต้องการพลังงานสูง มากกว่าในช่วงเวลาอื่น โดยเฉพาะสมองที่ต้องการใช้พลังงานมากกว่าส่วนอื่น จึงทำให้หลายๆ คนพลาดสิ่งดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

อาหารเช้า
ภาพประกอบ prachachat.net

สิ่งที่ควรรับประทานเป็นอาหารเช้า

  1. ไข่ เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีแคลอรี่ และมีสารอาหารที่สำคัญกว่า 13 ชนิด รวมถึง วิตามินและสังกะสี ช่วยระบบภูมิคุมกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ
  2. ข้าวโอ๊ต มีวิตามินและแร่ธาติ รวมถึงเส้นใยโปรตีน และให้พลังงานสูง และช่วยในเรื่องความจำ
  3. เนยถั่ว จะทำมาจากอัลมอลต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาติ  มีโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และอุดมไปด้วยไขมันดีอีกด้วย
  4. ขนมปังโฮลเกรน เป็นธัญพืชที่ช่วยสร้างความมั่นคงระดับน้ำตาลในเลือด
  5. ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักกาดขาว ผักโขม และผักใบเขียวชนิดอื่นๆ มีเส้นใยอาหาร เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน
  6. ผลไม้ จะอุดมไปด้วย วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  7. ถั่ว มีโปรตีน วิตามินอีและกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้หัวใจแข็งแรง และมี ไขมัน โอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อสมอง
  8. โยเกิร์ต อุดมไปด้วย แคลเซียมและโปรตีน
  9. เนื้อสัตว์ อุดมไปด้วยโปรตีน การรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ในตอนเช้านอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังกระตุ้นให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดีอีกด้วย

ผลเสียจากการไม่รับประทานอาหารเช้า

  1. เกิดโรคกระเพาะถ้าทิ้งไว้อาจเป็นโรคกระเพาะเรื้อรังตามมา
  2. การที่เราไม่ทานอาหารเช้าแต่สามารถอยู่ได้ปกติหลายปี เพราะร่างกายนำเอากรดมาใช้แทนพลังงาน พออายุมากขึ้นก็จะเกิดโรคหลายอย่างตามมา
  3. เกิดสารอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ดูแก่ก่อนวัย

 

*** รู้อย่างนี้แล้วลองสละเวลาสัก 5-10 นาทีรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีกันเถอะนะคะ

 

 

 

 

ชาเขียว เพื่อสุขภาพ

ชาเขียว
ภาพประกอบ thairath.co.th

ปัจจุบันชาเป็นเครื่องดื่มที่ผู้คนนิยมดื่นกันมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียว เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือ ชาวยุโรป ชา ที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่งซึ่งชาแต่ละชนิดจะ ต่างกันตรงกรรมวิธีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือ ชาเขียว (green tea) ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักทำให้ไม่ สูญเสียองค์ประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูง อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลือง อมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอมเช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น

ชาเขียวที่นิยมดื่มกันมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียวแบบญี่ปุ่น และชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่ว ใบชาเขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง

ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ กาเฟอีน (caffein) และ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin) ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกดูดซับสู่ทางเดินอาหารได้ถึง ร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายใน 5 นาที และยังออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง นอกจากนี้ในใบชายังมี ปริมาณแร่ธาตุฟลูออกไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธ ในบอสตัน โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้

แต่ทั้งนี้การดื่มชาเขียวก็มีข้อควรระมัดระวังดังนี้

1. การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาแช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา และทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการดื่มชาเขียวให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพจึงควรดื่มน้ำชาล้วนๆ ไม่ควรปรุงแต่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ ชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์จากชาเลย

2. ผู้ที่รับประทานวิตามิน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชาร่วมไปด้วย เพราะสารสำคัญจากใบชาจะไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

3. การดื่มชาก็มีโทษอยู่บ้างเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสำคัญคือแทนนิน ซึ่งจะไปตกตะกอนโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ จากอาหารที่รับประทาน ทำให้ลดการดูดซึมของสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ดังนั้นจึงมักจะมีคำแนะนำไม่ให้เด็กดื่มน้ำชาไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแช่เย็นหรือชาร้อน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้โดยเฉพาะธาตุเหล็กและวิตามินบี1

4. ใบชามีองค์ประกอบของฟลูออไรด์ ในปริมาณที่ค่อนข้างสูงสูงกว่าปริมาณในน้ำประปา การที่ร่างกายได้รับเข้าไปทุกวันจากการดื่มน้ำชาเป็นประจำ จะเกิดการสะสมมีผลให้ไตวาย เกิดมะเร็งลำไส้
และโรคอื่นๆที่เกี่ยวกับกระดูก แต่ถ้าไม่ดื่มมากจนเกินไปก็ไม่มีอันตราย

5. ใบชายังมีสารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีก คือ สารที่ชื่อว่า ‘ออกซาเลท oxalate’ แม้ว่าสารชนิดนี้จะมีอยู่น้อย แต่หากผู้ที่ชื่นชอบการดื่มชามากๆ และดื่มบ่อยๆ เป็นประจำ จะสะสมสารออกซาเลทในร่างกายได้ สารชนิดนี้มีรายงานว่ามีผลทำลายไต เกิดนิ่วในไตได้

6. ใบชามีสารคาเฟอีนในปริมาณสูงอาจสูงกว่าในเมล็ดกาแฟด้วยซ้ำไป เพียงแต่การดื่มน้ำชา สารแทนนิน จากน้ำชาจะป้องกันหรือลดการดูดซึมของคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ฤทธิ์การกระตุ้นหัวใจ และสมองน้อยกว่ากาแฟมาก

จะเห็นได้ว่าการดื่มชานั้นมีทั้งคุณและโทษต่อร่างกายของเรา ขึ้นอยู่กับการบริโภค เพราะถ้าดื่มมากเกินไปก็เกิดโทษได้ ในการนำสารสกัดชาเขียวไปผสมกับอาหารชนิดอื่นๆ ก็เช่นกันอาจทำให้คุณค่าชาเขียวหายไป คงเหลือแต่รสชาติเท่านั้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนำผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดชาเขียวไปผ่านขบวนการความร้อนเพื่อคงคุณค่าของชาเขียวต่อสุขภาพร่างกาย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนนี้ชาเขียวก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมดับกระหายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นนอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นควรเลือกดื่มชาเขียวในแบบที่ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าและเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

 

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)

ผู้หญิงหลายๆคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ ช็อกโกแลตซีสต์  เมื่อฟังเผินๆ ก็เป็นชื่อโรคที่ดูไม่น่าจะมีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่ถ้าใครเป็นแล้วก็คงรู้จักความร้ายกาจของมันเป็นอย่างดี เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความทรมานให้สาว ๆ ที่เป็นโรคนี้ไม่น้อย  ซึ่งผู้หญิงหลายคนเมื่อมีประจำเดือนทีไร มีอาการปวดท้องร่วมด้วยเสมอ แต่หากปวดมากและบ่อยครั้งขึ้น ควรระวังเพราะอาจจะเป็น “ช็อกโกแลตซีสต์” ได้! ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับช็อกโกแลตซีสต์กันดีกว่า

Chocolate Cyst
ภาพประกอบ enwei.co.th

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่” (Endometriosis) เกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องแล้วไปฝังตัวตามที่ต่าง ๆ กลายเป็น “เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่”  อาจเป็นเพราะร่างกายมีปัจจัยบางอย่างผิดปกติ ทั้งที่ควรจะลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน

บริเวณที่พบได้บ่อยคือรังไข่ เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโต ทั้งนี้เมื่อเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมา ถุงน้ำที่ฝังตัวอยู่ก็จะมีเลือดออกด้วย แต่เมื่อเลือดประจำเดือนออกหมดแล้วในเดือนนั้น ร่างกายก็จะดูดน้ำจากถุงกลับมา ทำให้เลือดในถุงเข้มข้นขึ้น หากเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า “ถุงน้ำช็อกโกแลต” หรือ “ช็อกโกแลตซีสต์

ดังนั้นในแต่ละเดือนที่ผ่านไป ถุงน้ำก็จะยิ่งมีเลือดออกเพิ่มขึ้น และขยายใหญ่ขึ้น แต่จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้า ๆ

โดยส่วนมากคนที่เป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์จะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือน และจะปวดมากขึ้นทุกๆเดือน  อาจปวดจนเป็นลม มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์

นอกจากอาการข้างต้นแล้ว ผู้ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หากปรารถนาจะมีบุตรต้องรักษาช็อกโกแลตซีสต์ให้หายเสียก่อน

เมื่อรู้และเข้าใจถึงอันตรายของ “ช็อกโกแลตซีสต์” เราหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง  และหากพบว่าผิดปกติควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจอาการๆก่อน เพื่อที่จะป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆอย่างถูกวิธี

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี เป็นผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารอยู่มากไม่แพ้ผักชนิดอื่น นอกจากนี้ยังหารับประทานได้ง่าย และราคาถูก  ซึ่งล่าสุดมีผลวิจัยว่าในกะหล่ำปลีนี้มีสารช่วยลดความอ้วน  ทำให้มีทางเลือกแบบธรรมชาติอีกทางในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อหุ่นสวย โดยไม่ต้องเสี่ยงใช้ยาลดความอ้วนเพราะอาจทำให้เสียชีวิตเหมือนที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง

กะหล่ำปลี
ภาพประกอบ n3k.in.th

กะหล่ำปลีนั้นจัดอยู่ในอาหารประเภทผักที่ให้ประโยชน์กับร่างกายเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง ซึ่งดีต่อรางกายในการเสริมสร้างกระดูก ช่วยย่อยอาหารและล้างพิษ ทำให้นอนหลับสบาย รักษาแผลในกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการปวดตึงคัดเต้านมอีกด้วย  นอกจากนี้แล้วในกะหล่ำปลียังพบกรดทาร์ทาริก ซึ่งจะช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้ง กลายไปเป็นไขมันได้

จะเห็นได้ว่ากะหล่ำปลีนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่จากผลการศึกษาก็ไม่ได้ระบุว่าต้องรับประทานจำนวนมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราควรรับประทานในปริมาณที่พอดี ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก ๆ หรือซ้ำซากจำเจ เพราะการรับประทานกะหล่ำปลีมากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้  เพราะในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีนไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroscine) ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ  และที่สำคัญเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากะหล่ำปลีเป็น ผักมีสารปนเปื้อนมากเพราะใช้ยาฆ่าแมลงสูง แต่ก็มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นก่อนรับประทานเราจึงควรนำมาล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี  โดยการแกะกลีบออกมาล้างน้ำหรือน้ำเกลือหรือน้ำยาล้างผักทีละกลีบ รวมทั้ง รับประทานดิบและสุกสลับกันไป เพื่อความปลอดภัยแก่ตัวเราเอง

พริก

พริกเป็นพืชที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย  พริกจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับมะเขือต่างๆ และมะเขือเทศ คืออยู่ในตระกูล Solanacae  โดยพริกจะมีสารที่ให้ความเผ็ดและทำให้มีสีแดง นั่นคือสารแคปซายซิน พริกที่พบมากในประเทศไทยได้แก่ พริกชี้ฟ้า (apsicum  anmum Linn.), พริกขี้หนู (Capsicum  frutecens  Linn.), พริกขี้หนูสวน (Capsicum  minimum  Roxb.) เป็นต้น และนอกจากพริกจะมีประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งรสชาติทางอาหารแล้ว  พริกยังมีประโยชน์ทางยาอีกด้วยเพราะในพริกประกอบไปด้วยวิตามินสำคัญ เช่น วิตามินเอ  วิตามินซี  แคลเซียม และธาตุเหล็กซึ่งมีมากในพริกสดและพริกแห้ง  ซึ่งพริกมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราดังนี้

พริก
ภาพประกอบ thekitchn.com

พริกช่วยป้องกันเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เนื่องจากพริกช่วยล้างพิษ ให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมด้วย

พริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว ลดอาการอุดตันของเส้นเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจตีบ และช่วยคุมน้ำหนักเผาผลาญพลังงานได้ด้วย จากการศึกษาในอินเดีย พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้น ให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับการรับประทานยา และสามารถลดปวดได้ ด้วยกรดเผ็ดที่เรียกว่า แคปไซซิน

พริกช่วยเรียกน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร เนื่องจากพริกจะไปทำให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้การอยากอาหาร

พริกช่วยขยายหลอดลมและช่วยขับเสมหะ เพราะมีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น โดยสังเกตได้จากคนที่รับประทานพริกเข้าไป จะมีอาการน้ำตา น้ำมูกไหล

พริกช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายและยังช่วยให้ความดันโลหิตลดลง

หากการกินพริกแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายมากขนาด ดังนั้นเราควรมากินเผ็ดให้มากขึ้น เพราะแค่กินพริกก็สามารถช่วยดูแลสุขภาพของเราได้แล้ว  แต่หากรับประทานพริกมากเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ ฉะนั้นควรรับประทานแต่พอดี

ประโยชน์ของบุก

บุก หรือภาษาอังกฤษ เรียก คอนยัก (Konjac) เป็นต้นไม้ประเภท Amorphohpallus ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของไทยมักขึ้นในที่ชื้น ลำต้นมีลายขาว ๆ มีหนามเล็ก ๆ มียางซึ่งหากถูกแล้วจะคัน หัวบุกมีขนาดใหญ่ เนื้อมีสีขาวอมเหลือง ละเอียดเป็นเมือก ลื่น เรากินบุกกันทั้งใบและหัว โดยในหัวบุกจะมีแป้งประมาณร้อยละ 67 มีโปรตีนร้อยละ 5-6 นอกจากนี้ยังสามารถนำลำต้นมาทำแกงส้ม หรือลวกจิ้มน้ำพริก ได้อีกด้วย

บุก
ภาพประกอบ bangkokbeautychanel.com

โดยในบุกนั้นมีสารสำคัญที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน” ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ำตาล “กลูโคส” และ “แมนโนส” เมื่อสกัดแยกออกมาจะได้เป็น “ผงแห้ง” หากนำผงแห้งที่ว่านี้ไปละลายน้ำจะได้ “วุ้นใยอาหารธรรมชาติ” หรือที่รู้จักกันในนาม “วุ้นบุก” ซึ่งสามารถพองตัวและดูดน้ำได้มากถึง 200 เท่าที่อุณหภูมิปกติและเพราะวุ้นบุกให้พลังงานต่ำ หรือไม่ให้พลังงานหากเป็นสารสกัดที่บริสุทธิ์ จึงเหมาะสำหรับเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยบางประเภท

นอกจากนี้แล้ววุ้นบุกยังมีคุณสมบัติที่คงทนต่อน้ำย่อยในกระเพาะ จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มมีอาการของโรคกระเพาะ ซึ่งมักจะเกิดปัญหาเมื่อรับประทานอาหารผิดเวลา อีกทั้งหากรับประทานวุ้นบุกก่อนเวลาอาหารปกติประมาณครึ่งชั่วโมง การพองตัวของมันจะช่วยให้การรับประทานอาหารได้น้อยลง แต่อิ่มได้นานขึ้น จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับ ลดความอ้วน และวุ้นบุกยังช่วยดูดซับไขมันและน้ำตาลส่วนเกินจากอาหาร ควบคู่ไปกับเคลือบผนังกระเพาะหรือลำไส้ ลดการดูดซับไขมันและน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันสูง เบาหวาน น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง เมื่อรับประทานพร้อมดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เพราะเมือกวุ้นจะเข้าไปห่อหุ้มกากอาหาร ทำให้เกิดการขับถ่ายของเสีย หรือสารพิษที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหารออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

 

น้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้เป็นอาหารยอดนิยมที่ดื่มกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ยังคงเห็นน้ำเต้าหู้อยู่ทั่วทุกที่ และยิ่งตอนนี้กระแสอาหารเพื่อสุขภาพกำลังฮิตทำให้หลายคนต่างหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

นมถั่วเหลือง
ภาพประกอบ colekcolek.com

น้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลือง (soybean milk, soy milk, soya milk) ผลิตจากถั่วเหลือง นำมาแช่ บด และต้มกับน้ำแล้วกรองเอาส่วนที่เป็นน้ำมาปรุงรสหวานเป็นเครื่องดื่ม โดยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของถั่วเหลืองเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งอ้างถึงประโยชน์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดอาการวัยทอง และลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สูงวัยขึ้น นอกจากนี้แล้วในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสารอาหารอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินต่างๆ และไนอาซิน และในเมล็ดถั่วเหลืองยังมี “เลซิทิน” อันเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันในร่างกายได้อีกด้วย

น้ำเต้าหู้นั้นให้พลังงานมากพอๆกับนมวัว แต่ปริมาณของโปรตีน วิตามินและเกลือแร่อื่นๆ อาจได้ไม่เท่ากับนมวัว แต่ข้อดีที่สำคัญคือ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะ ไขมันในนมถั่วเหลือง เป็นไขมันไม่อิ่มตัวมีมากถึง 63% ไขมันอิ่มตัว 15 % ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยวอีก 24 % และยังมี linoleic acid กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย นอกเหนือจากคุณค่าในแง่ของพลังงานแล้ว ในน้ำเต้าหู้ยังมีสารอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีในปริมาณที่สูง วิตามินอี มีส่วนสำคัญที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลเนื้อเยื่อร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง และยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย

นอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์ หรือทำให้แก่ช้าแล้ว ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แฝงมากับวิตามินในนมถั่วเหลืองยังช่วยป้องการเกิดโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจล้มเหลว ท้องผูก สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ และริดสีดวงด้วย

จะเห็นได้ว่าน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือมีประโยชน์มากมาย แต่น้ำเต้าหู้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างโดยข้อจำกัดนี้ไม่ได้เป็นการกำจัดปริมาณการทาน แต่เป็นข้อจำกัดที่มีอยู่ในตัวเอง เพราะธรรมชาติของสารอาหารที่มาจากพืชย่อมมีปริมาณที่น้อย แต่เราสามารถทานให้มากและทานให้หลากหลายชนิดได้ นมถั่วเหลืองก็เช่นกัน เนื่องจากมีปริมาณแคลเซียมน้อย จึงจำเป็นต้องรับประทานควบคู่ไปกับอาหารชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น ปลาทอดกรอบที่ทานได้ทั้งกระดูก ผักใบเขียวอื่น ๆ อย่างคะน้า ขึ้นฉ่าย กวางตุ้ง นอกจากนี้เราสามารถทานน้ำเต้าหู้ร่วมกับธัญพืชอื่น ๆ อย่างลูกเดือย สาคู หรือถั่วแดง จะทำให้ได้รับสารอาหารที่เพิ่มมากขึ้น

อาหารสุกๆ ดิบๆ

การบริโภคอาหารหลากหลายชนิด ถูกสุขลักษณะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้าง สุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากสารพัดโรคภัยได้ แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามละเลยกัน

อาหารสุกๆดิบๆ
ภาพประกอบ pchanneltv.com

มีคนเป็นจำนวนมากที่ชอบบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ซึ่งบ่อยครั้งมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น อาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย ท้องร่วง อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคพยาธิตัวตืด รวมถึงโรคมะเร็งท่อน้ำดี และ โรคหูดับ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตเลยทีเดียว

การบริโภคอาหารสะอาด ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกดสดใหม่ และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหาร ยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้ห่าง ไกลจากความเจ็บป่วย  เพราะโรคที่มาจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งพวกเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อพวกนี้ อย่างที่พบบ่อยเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง ฯลฯ เชื้อโรคพวกนี้มีอยู่ทั้งในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้ง  ในอาหารทะเลพวกหอยหลายชนิด  ดังนั้นหากนำมารับประทาน หรือนำไปประกอบอาหารโดยไม่สุก ไม่สะอาด ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสดังกล่าว

อาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่พบบ่อยคือ  ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ส่วนใหญ่เชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 2-3 วัน ยกเว้นคนไข้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ  และอาหารที่ปรุงสุกเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 4 ชม. หากจะนำมารับประทานก็ควรนำมาอุ่น ซึ่งขณะการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อน ส่วนพวกผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรคด้วย

นอกจากนี้แล้วการเรียนรู้เข้าใจในการบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบอันตรายการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดการปรุงสุก สะอาดเข้าไว้ล้วนช่วยสร้างความปลอดภัยและส่งผลดีต่อสุขภาพได้

อันตรายจากกล่องโฟม

การรับประทานอาหารแบบใส่กล่องโฟม มีข้อดีคือ สะดวก รวดเร็ว กินที่ไหนก็ได้ ประหยัดเวลาทำอาหาร และที่สำคัญทานเสร็จก็ไม่ต้องล้างอีกด้วย แต่ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยภัยร้ายที่อาจคร่าชีวิตเราได้ในที่สุด

อันตรายจากกล่องโฟม
ภาพประกอบ homestatepng.com

ซึ่งกล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง

อาหารที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ส่วนผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

ในสหรัฐฯ สไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

                ปัจจัยที่ทำให้เราได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้แก่

1. การที่อุณหภูมิร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง

2.การปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ

3. การซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารก็จะดูดสารสไตรีนได้มาก

4. การนำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก

5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงการตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร จำทำให้ได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารจากกล่องโฟมโดยเปลี่ยนไปใช้ภาชนะทำจากไบโอชานอ้อยแทน จะนำเข้าเตาไมโครเวฟก็ได้และทนต่ออาหารที่มีอุณหภูมิสูงๆได้  ที่สำคัญไร้สารก่อมะเร็งไม่มีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบประสาทอีกด้วย นอกจากนี้แล้วกล่องไบโอชานอ้อยยังย่อยสลายตามธรรมชาติได้ในเวลา 45 วัน ต่างจากโฟมที่ใช้เวลาย่อยสลาย 1,000 ปี พลาสติกที่ใช้เวลา 450 ปี สำหรับคนที่รักสุขภาพเลือกรับประทานผักปลอดสารพิษ แต่ตักใส่กล่องโฟมคุณค่าอาหารก็ไม่มีเหลือเช่นกันดังนั้นเลี่ยงกล่องโฟมเป็นดีที่สุด

 

กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า ผลไม้ไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีคุณค่าทางอาหารและประโยชน์มากมาย เพราะ ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้วิตามินเอสูงสุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กันกับกล้วยชนิดอื่น แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง

กล้วยน้ำว้า
ภาพประกอบ student.nu.ac.th

นอกจากกล้วยน้ำว้าจะมีคุณค่าทางสารอาหารมากแล้ว  ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เช่น

1.กล้วยน้ำว้าบรรเทาอาการเจ็บคอ หรืออาการเจ็บหน้าอกจากการไอแห้งๆ  โดยทานกล้วยน้ำว้าวันละ 5-6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลงไปมาก

2.กล้วยน้ำว้าช่วยลดกลิ่นปากได้ดี  โดยวิธีการคือ ทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้ นอกจากนี้ยังเป็นยาระบายช่วยแก้ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ เนื่องมาจากสารเพคติน จะเป็นตัวเพิ่มใยอาหารให้กับลำไส้ เมื่อลำไส้มีกากอาหารมาก จะไปดันผนังลำไส้ ทำให้ผนังลำไส้เกิดการบีบตัว จึงทำให้รู้สึกอย่างถ่ายนั่นเอง ทั้งนี้วิธีการแก้อาการท้องผูกอีกวิธีหนึ่ง คือให้ทานกล้วยน้ำว้าสุก 1-2 ผล ก่อนนอน แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ จะช่วยให้ถ่ายท้องได้ดีในวันรุ่งขึ้น

3.กล้วยน้ำว้าแก้ท้องผูกได้  แก้ท้องเดิน และแก้ท้องเสียได้ ทั้งนี้เพราะในกล้วยน้ำว้ามีสารแทนนินอยู่มาก จึงสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้ ใช้ใช้กล้วยน้ำว้าดิบหรือห่ามมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วม ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ใน 4-5 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ครั้ง

4.กล้วยน้ำว้ารักษาโรคกระเพาะได้ โดยการนำกล้วยนำว้าดิบมาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ตากแดด 2 วันให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว หรือน้ำผึ้ง ทานก่อนอาหาร ครึ่งชั่วโมง หรือก่อนนอนทุกวัน ทั้งนี้ในกล้วยดิบ จะกระตุ้นเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะเพื่อหลั่งสารพวก “มิวซิน” ออกมาเคลือบกระเพาะ ซึ่งมีฤทธิ์ในการรักษาแผลในกระเพาะ

นอกจากจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว  กล้วยน้ำว้ายังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งคือ เปลือกของกล้วยน้ำว้าสามารถนำมาขัดรองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าหนังสีดำ หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดออกจำทำให้รองเท้ามันวาวเลยทีเดียว