ประโยชน์ของเบียร์

เบียร์ จัดเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่แอลกอฮอล์นั้นได้มาจากการหมัก บ่ม มิใช่โดยการกลั่น เบียร์ต่างจากไวน์ตรงที่การหมัก เบียร์เกิดจากการหมักน้ำตาลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงแป้งของเมล็ดธัญพืช หรือ ธัญชาติประเภทข้าวมอลต์ ส่วนไวน์จะเป็นการหมักน้ำตาลที่ได้จากผลองุ่น ที่เรียกว่า ไวน์องุ่นหรือการหมักน้ำตาลที่ได้จากน้ำผลไม้ ที่เรียกว่า ไวน์ผลไม้ ส่วนสุราประเภทเหล้า วิสกี้ บรั่นดีนั้นจะต้องนำแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักน้ำตาลจากเมล็ดธัญชาติ หรือผลองุ่น หรือผลไม้อื่นมาทำการกลั่นแยกเอาแอลกอฮอล์ออกมาอีกครั้งหนึ่ง จึงเรียกสุราประเภทนี้ว่า สุรากลั่น ดังนั้นเบียร์จึงเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับไวน์ และเหล้าวิสกี้ หรือบรั่นดี ซึ่งในเบียร์มีสารต่างๆ มากกว่า 1,000  ชนิด รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่ เช่น สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และแร่ธาตุจำเป็น ซึ่งช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ แข็งแรง เหตุผลดีๆ ยังมีอีกมากมาย เช่น ช่วยป้องกันโรคหัวใจ…

ท้องผูก (Constipation)

ผู้ที่มีอาการท้องผูกมักจะมีความรู้สึกไม่สบายท้อง ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยด้วย ซึ่งเวลาเข้าห้องน้ำต้องออกแรงเบ่งมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบขับถ่าย เป็นริดสีดวงทวาร หรือแม้กระทั่งไส้ติ่งอักเสบ ที่สำคัญ อาการท้องผูกมักเป็นอาการหนึ่งเมื่อระบบลำไส้ใหญ่มีความผิดปกติ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงลำไส้ เป็นต้น ท้องผูก (Constipation) คือ อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่มักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง ซึ่งในตอนที่กากอาหารเคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ใหม่ๆนั้นจะยังค่อนข้างเหลวและมีน้ำอยู่มาก สำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและสารบางอย่างกลับเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้อุจจาระแห้งขึ้นและเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนมากขึ้น ถ้าอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานๆ หรือในกรณีที่ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ น้ำในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งอาการท้องผูกอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ  ส่วนใหญ่มาจากการมีพฤติกรรมการกิน การขับถ่ายและการใช้ชีวิตประจำวันผิดๆ ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีดังนี้ ดื่มน้ำมาก  กินผักผลไม้ทั้งสดและแห้ง หรืออาหารที่มีกากใยมาก ๆ รวมทั้งข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเส้นใยช่วยการขับถ่ายได้ดี เวลากินอาหารควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หรือกินมะละกอสุกก่อนอาหาร…

ดนตรีบำบัด (Music Therapy)

จากผลการวิจัยหลายๆ เรื่องมีข้อพิสูจน์ว่า ดนตรีส่งผลต่อร่างกาย โดยสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราการหายใจ อัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต การตอบสนองของม่านตา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนโลหิต ขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อจิตใจและสมอง คือ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สติสัมปชัญญะ จินตนาการ การรับรู้สภาพความเป็นจริงด้วย ดังนั้นนอกจากเราจะใช้ประโยชน์จากดนตรีเพื่อความสุนทรีย์แล้ว ในปัจจุบันยังมีการนำดนตรีมาใช้ประโยชน์ เพื่อการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยและคนทั่วไปมากขึ้นในศาสตร์ของ ดนตรีบำบัด เพราะพบว่าดนตรีใช้ได้ผลดียิ่งกับโรคทางกายและทางจิตเวช ดนตรีบำบัด (Music Therapy) เป็นการนำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยน พัฒนา บำบัดฟื้นฟูเยียวยาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปที่มีความเครียด ดนตรีจะทำให้อารมณ์ด้านลบที่ถูกเก็บไว้ในร่างกายและจิตใจถูกเปิดออก และนำมาแปรเปลี่ยนไปในเชิงสร้างสรรค์ เมื่อได้รับการดูแลจากกระบวนการที่เหมาะสม ก่อให้เกิดกำลังใจ และค้นพบสภาวะสมดุลทางอารมณ์ อันจะนำไปสู่การเผชิญกับปัญหาและต่อสู้กับโรคภัยได้ โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยอาจจะอยู่ในรูปการฟังดนตรีหรือเล่นก็ได้…

โยเกิร์ต (Yoghurt)

โยเกิร์ต (Yoghurt) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมที่หมักโดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี ที่จัดอยู่ในจำพวก “โพรไบโอติก” ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลนม(แลคโตส) เป็นกรดแลคติก นมจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งเหลวกึ่งข้น มีรสเปรี้ยวคล้ายนมบูด  เมื่อเรากินเข้าไปแบคทีเรียเหล่านี้ก็จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ จะส่งผลให้ระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวมของเราจะดีขึ้น โดยปกติแล้วระบบลำไส้ของคนเราจะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดดี และชนิดไม่ดี หากในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีเยอะ ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายจะมีปัญหา เช่น ท้องเสีย ท้องผูก อาหารไม่ย่อย แต่ถ้าเรามีจุลินทรีย์ชนิดดีอยู่ มันจะยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีและเพิ่มภูมิต้านทานให้ระบบย่อย ซึ่งจุลินทรีย์ชนิดดีสามารถย่อยน้ำตาลในนมได้  ซึ่งถ้าหากเรามีปัญหาดื่มนมแล้วท้องเสีย สามารถกินโยเกิร์ตแทนได้  เพราะน้ำตาลแลคโตสในนมถูกเชื้อแลคโตบาซิลัสเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า จุลินทรีย์ชนิดดีป้องกันการติดเชื้อ คนที่ถ่ายท้องจึงกินโยเกิร์ตเพื่อช่วยลดอาการท้องเดินได้ นอกจากนี้แล้ว โยเกิร์ตยังมีประโยชน์อีกมากมายที่เราอาจไม่เคยรู้ ดังนี้ ไขมัน “คอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก” ในโยเกิร์ตสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ในโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย…

นอนกัดฟัน

หากตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกปวดกล้ามเนื้อขากรรไกร หรือมีอาการปวดหัว คุณอาจกำลังประสบปัญหาจากโรคนอนกัดฟัน นอนกัดฟันเป็นความผิดปกติของคนเรา ซึ่งเป็นอาการขบกัดฟัน ในระหว่างนอนหลับ การนอนกัดฟันนี้ทำให้มีอาการปวดฟันหรือฟันโยก ในบางครั้งอาจทำให้ฟันสึก จนในที่สุด อาการนี้สามารถทำลายกระดูกรอบฟันและเนื้อเยื่อของเหงือกได้ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงบริเวณข้อต่อของขากรรไกร เช่น กลุ่มอาการของโรคขากรรไกรอักเสบ คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนอนกัดฟัน แต่จะทราบได้จากผู้อื่นว่าตนเองได้สร้างเสียงกัดฟันอันน่าสะพรึงกลัวให้กับคนรอบข้าง และบางคนจะรับการตรวจฟันเป็นประจำเมื่อพบว่าฟันของเขาสึกหรือสารเคลือบฟันถูกทำลายไป ส่วนสัญญาณอื่นๆ ของโรคนอนกัดฟัน อาจรวมไปถึงอาการปวดที่ใบหน้า ศีรษะ และต้นคอ ซึ่งทันตแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและจะชี้ชัดได้ว่าสาเหตุของอาการปวด ใบหน้าว่าเป็นผลมาจากโรคนอนกัดฟันหรือไม่ เนื่องจากไม่สามารถทราบสาเหตุของการนอนกัดฟันของแต่ละคนได้ การรักษาเพื่อหยุดการนอนกัดฟัน จึงยังไม่ได้ผลเต็มร้อย ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้นอนกัดฟัน เช่น ความเครียด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติด และยาที่ใช้รักษาโรคบางตัว เป็นต้น การนอนกัดฟันอาจพบร่วมกับความผิดปกติของการนอนอื่นๆ ได้แก่ การนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ดังนั้นวิธีการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคนี้ โดยทันตแพทย์จะระบุสาเหตุที่อาจจะเป็นไปได้ของโรคนอนกัดฟันจากการซักถามโดย…

5 วิธีแก้ปัญหาการนอนกรน

ปกติแล้วเราทุกคนมีสิทธิ์นอนกรน( Snoring)ได้  รวมถึงเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงก็อาจจะนอนกรนได้ ซึ่งการนอนกรนนั้นมีผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพในการนอนหลับ  การนอนหลับไม่สนิทอาจทำให้เกิดความเมื่อยล้า  และอาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ สาเหตุของการนอนกรนนั้นเกิดจากลิ้นไก่และเพดานอ่อนมีการสั่นมากกว่าปกติในขณะหลับ โดยเกิดจากการอุดตันของทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เวลาเราหายใจเข้าอากาศไม่สามารถไหลลงเข้าไปสู่ปอดได้อย่างสะดวก ลมหายใจที่ไม่สามารถไหลลงไปสู่ปอดได้นั้นก็จะหมุนวนไปกระทบลิ้นไก่และเพดาน อ่อนทำให้เกิดเสียงกรนดังออกมารบกวนคนรอบข้าง  ซึ่งบางครั้งหากมีอาการนอนกรนอย่างรุนแรง ก็จะส่งผลให้เกิดอาการหยุดหายใจระหว่างนอนได้ เราสามารถรักษาการนอนกรนได้หลายวิธี ซึ่งการค้นหาสาเหตุของอาการนอนกรนนอกจากจะช่วยให้ค้นพบวิธีรักษาที่ถูกต้องแล้วยังช่วยพัฒนาสุขภาพได้อีกด้วย วิธีแก้ปัญหาการนอนกรน 1.  นอนบนฟูกที่แข็งและมีหมอนรองศีรษะต่ำ เพื่อทำให้ลำคอตรงและช่วยลดการอุดขวางทางเดินอากาศในช่องลม 2.  เลิกหรือลดการสูบบุหรี่  บุหรี่เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้กรน เพราะบุหรี่ไปเพิ่มการผลิตเยื่อเมือกในจมูกและคอมากขึ้น เนื่องจากไปทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้เนื้อเยื่อเมือกในคอและทางเดินหายใจส่วนบนบวม และไปทำให้ปอดรับออกซิเจนน้อยลง 3.  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์เป็นตัวกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้มีการหลับลึกมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายกว่าเดิม และทำให้นอนกรนมากขึ้น  แต่ยาแก้หวัดบางชนิดก็ส่งผลกับสมองไม่ต่างจากแอลกอฮอล์ ก็สามารถเป็นสาเหตุให้นอนกรนได้ 4.  การลดน้ำหนักตัว เนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้นที่คอและหลอดคอของคนอ้วน และการที่มีกล้ามเนื้อที่ไม่ดีก็จะไปทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนเล็ก แคบลง และแรงกดที่กระทำต่อกระบังลมเมื่อนอนหงายยิ่งเพิ่ม ทำให้มีแนวโน้มที่จะเป็น OSA โดยไปลดขนาดของปอดลงรวมทั้งปริมาณอากาศที่จะเข้าไปในการหายใจและครั้ง…

ดื่มนมแล้วท้องเสีย

นม เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย  ทั้งโปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน   ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ ร่างกายคนเราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้    ทำให้สุขภาพแข็งแรงหากดื่มเป็นประจำ   นมจึงเป็นอาหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนเรา แต่หลายคนมีปัญหาการดื่มนม คือเมื่อดื่มนมแล้วจะเกิดอาการท้องเสีย  จึงหลีกเลี่ยงด้วยการไม่ดื่มนม    ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม  เพราะทำให้ร่างกายขาดโอกาสในการได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยเฉพาะแคลเซียม  ที่ถือว่านมเป็นแหล่งอาหารที่ให้แคลเซียมมากที่สุด   และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่าย สาเหตุที่ดื่มนมแล้วเกิดอาการท้องเสียนั้น ไม่ได้เกิดจากอาการแพ้  แต่เกิดเนื่องจากในน้ำนมของสัตว์ทุกชนิดมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบ   โดยคนเราจะมีน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสนี้กันทุกคนเมื่อแรกเกิด   จนถึงอายุประมาณ 4-5 ปี  ดังนั้นเมื่อผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว น้ำย่อยตัวนี้จะลดน้อยลงจนหมดไป จึงไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ พอเราดื่มนมเข้าไป  น้ำตาลในนมจะผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่แล้วถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ เกิดเป็นกรดและแก๊ส ทำให้ท้องเสียได้ เพราะไม่มีน้ำย่อยมาย่อยแลคโตสอีกแล้ว หรือบางคนอาจเกิดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นหน้าอก รวมทั้งผายลมบ่อย ๆ ด้วย…

ยาปฏิชีวนะ…ทำไมต้องกินให้หมด?

ยาปฏิชีวนะ ที่เราคุ้นหรือเรียกกันว่ายาแก้อักเสบ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาชนิดหนึ่งที่เรามักจะได้รับเวลาที่ป่วยแล้วไปหาคุณหมอ และทุกครั้งจะต้องได้รับคำแนะนำว่า “ให้รับประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด” แต่ทำไมเราต้องกินยาปฏิชีวนะให้หมดด้วย และหากกินไม่หมดจะเกิดอะไรขึ้น? ยาปฏิชีวนะ คือยายับยั้ง ฆ่า หรือ ต้านทานจุลชีพซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย บางคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (Antibacterial) แต่ยังอาจครอบคลุมถึงเชื้อไวรัสบางชนิด และเชื้อราบางชนิดได้ด้วย โดยกลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะนั้นมีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย คือ ทำลายเยื้อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่หุ้มตัวเชื้อแบคทีเรีย  ส่งผลให้สมดุลในการดำรงชีวิตของเชื้อโรคเสียไปและตายในที่สุด ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์  ซึ่งเป็นผนังภายนอกสุดของเซลล์ ที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์อีกที ด้วยกลไกนี้จะทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆไม่สามารถแพร่พันธุ์ จึงหยุดการเจริญเติบโต ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรมในตัวของเชื้อแบคทีเรีย สารพันธุกรรมที่เรามักคุ้นเคยกัน ที่เรียกว่า DNA และ RNAนั้น กลไกดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถผลิตลูกหลานออกมาทำอันตรายต่อร่างกายคนเราได้อีกต่อไป กระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรีย ปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยตัวเองและตายลงในที่สุด…

ไมเกรน (Migrain)

อาการปวดศีรษะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย  ทั้งจากโรคของสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง การอักเสบของเส้นประสาท และจากปัจจัยภายนอก เช่น ความดันโลหิตสูง ความเครียด เป็นต้น  ซึ่งโรคไมเกรน(migrain) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคได้ แต่เชื่อกันว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะรู้ดีว่า โรคนี้เรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ก็มียาที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดอาการได้ อาการโดยทั่วไปของโรคไมเกรน คือ  ปวดศีรษะและมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุ๊บๆ  มีน้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง และหลังจากมีอาการปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน ซึ่งโดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง แม้จะไม่มีข้อยืนยันชัดเจนว่ามีอาหารประเภทใดบ้างที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรน แต่ในทางการแพทย์มีข้อยืนยันว่า “ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรน” จึงทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อาหารหลายประเภทดังต่อไปนี้ สามารถกระตุ้นอาการปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนได้ เช่น  ช็อกโกแลต (Chocolate)…

คอนแทคเลนส์แฟชั่น

เมื่อก่อนคอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้ใช้ปรับสายตาสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ไม่ว่าจะสายตาสั้น ยาว หรือเอียง แต่ในปัจจุบันคอนแทคเลนส์กลายเป็นแฟชั่นบนดวงตาที่วัยรุ่นนิยมกันเป็นอย่างมาก  เช่น คอนแทคเลนส์ที่ใส่แล้วปรับสีดวงตาเป็นสีต่างๆ ได้ดังใจ ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล เทา ฟ้า เขียว หรือ คอนแทคเลนต์บิ๊กอายส์ (Big Eyes) ที่ใส่แล้วดวงตาจะกลมโต  ดังนั้นเราควรรู้และทำความเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อคอนแทคเลนส์มาใช้ การใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้การส่งผ่านออกซิเจนระหว่างอากาศกับกระจกตาดำลดลง  ซึ่งกระจกตาดำต้องการออกซิเจนจากหน้าสัมผัสกับอากาศภายนอกโดยการละลายของออกซิเจนในน้ำตาผ่านเข้าไป ดังนั้น ผู้ใช้คอนแทคเลนส์บางคนที่มีการสร้างน้ำตาบกพร่อง จะทำให้การส่งผ่านออกซิเจน น้ำตา และกระจกตาดำลดลง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ กระจกตาดำขาดอากาศหายใจ ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาดำซึ่งมีบทบาทในการทำให้กระจกตาดำคงความใสอยู่ได้ตลอดเวลา ลดจำนวนลงไป ภูมิคุ้มกันของตา โดยเฉพาะ บริเวณกระจกตาดำลดลงไป ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น ซึ่งในบางประเทศมีกฎว่า  ทุกคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ต้องได้รับการตรวจสุขภาพตาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้แก่…