เรื่องของอาหารเช้า

ในปัจจุบัน หลายคนต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบจนหลงลืมอาหารมื้อสำคัญอย่างอาหารเช้าไป ทั้งที่อาหารเช้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายต้องการพลังงานสูง มากกว่าในช่วงเวลาอื่น โดยเฉพาะสมองที่ต้องการใช้พลังงานมากกว่าส่วนอื่น จึงทำให้หลายๆ คนพลาดสิ่งดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย สิ่งที่ควรรับประทานเป็นอาหารเช้า ไข่ เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีแคลอรี่ และมีสารอาหารที่สำคัญกว่า 13 ชนิด รวมถึง วิตามินและสังกะสี ช่วยระบบภูมิคุมกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ข้าวโอ๊ต มีวิตามินและแร่ธาติ รวมถึงเส้นใยโปรตีน และให้พลังงานสูง และช่วยในเรื่องความจำ เนยถั่ว จะทำมาจากอัลมอลต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาติ  มีโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และอุดมไปด้วยไขมันดีอีกด้วย ขนมปังโฮลเกรน เป็นธัญพืชที่ช่วยสร้างความมั่นคงระดับน้ำตาลในเลือด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักกาดขาว…

ชาเขียว เพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันชาเป็นเครื่องดื่มที่ผู้คนนิยมดื่นกันมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียว เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือ ชาวยุโรป ชา ที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่งซึ่งชาแต่ละชนิดจะ ต่างกันตรงกรรมวิธีในการผลิต แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือ ชาเขียว (green tea) ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมักทำให้ไม่ สูญเสียองค์ประกอบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูง อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลือง อมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอมเช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น ชาเขียวที่นิยมดื่มกันมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ชาเขียวแบบญี่ปุ่น…

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)

ผู้หญิงหลายๆคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ช็อกโกแลตซีสต์“  เมื่อฟังเผินๆ ก็เป็นชื่อโรคที่ดูไม่น่าจะมีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่ถ้าใครเป็นแล้วก็คงรู้จักความร้ายกาจของมันเป็นอย่างดี เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความทรมานให้สาว ๆ ที่เป็นโรคนี้ไม่น้อย  ซึ่งผู้หญิงหลายคนเมื่อมีประจำเดือนทีไร มีอาการปวดท้องร่วมด้วยเสมอ แต่หากปวดมากและบ่อยครั้งขึ้น ควรระวังเพราะอาจจะเป็น “ช็อกโกแลตซีสต์” ได้! ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับช็อกโกแลตซีสต์กันดีกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่” (Endometriosis) เกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องแล้วไปฝังตัวตามที่ต่าง ๆ กลายเป็น “เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่”  อาจเป็นเพราะร่างกายมีปัจจัยบางอย่างผิดปกติ ทั้งที่ควรจะลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน บริเวณที่พบได้บ่อยคือรังไข่ เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโต ทั้งนี้เมื่อเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมา ถุงน้ำที่ฝังตัวอยู่ก็จะมีเลือดออกด้วย แต่เมื่อเลือดประจำเดือนออกหมดแล้วในเดือนนั้น ร่างกายก็จะดูดน้ำจากถุงกลับมา ทำให้เลือดในถุงเข้มข้นขึ้น หากเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ จะกลายเป็นสีน้ำตาล…

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี เป็นผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารอยู่มากไม่แพ้ผักชนิดอื่น นอกจากนี้ยังหารับประทานได้ง่าย และราคาถูก  ซึ่งล่าสุดมีผลวิจัยว่าในกะหล่ำปลีนี้มีสารช่วยลดความอ้วน  ทำให้มีทางเลือกแบบธรรมชาติอีกทางในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อหุ่นสวย โดยไม่ต้องเสี่ยงใช้ยาลดความอ้วนเพราะอาจทำให้เสียชีวิตเหมือนที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง กะหล่ำปลีนั้นจัดอยู่ในอาหารประเภทผักที่ให้ประโยชน์กับร่างกายเพราะมีวิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง ซึ่งดีต่อรางกายในการเสริมสร้างกระดูก ช่วยย่อยอาหารและล้างพิษ ทำให้นอนหลับสบาย รักษาแผลในกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการปวดตึงคัดเต้านมอีกด้วย  นอกจากนี้แล้วในกะหล่ำปลียังพบกรดทาร์ทาริก ซึ่งจะช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้ง กลายไปเป็นไขมันได้ จะเห็นได้ว่ากะหล่ำปลีนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่จากผลการศึกษาก็ไม่ได้ระบุว่าต้องรับประทานจำนวนมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราควรรับประทานในปริมาณที่พอดี ไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก ๆ หรือซ้ำซากจำเจ เพราะการรับประทานกะหล่ำปลีมากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้  เพราะในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีนไปสร้างเป็น ฮอร์โมนไทรอกซิน (Thyroscine) ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอก แต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้ โดยการต้ม จึงควรรับประทานกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ  และที่สำคัญเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากะหล่ำปลีเป็น ผักมีสารปนเปื้อนมากเพราะใช้ยาฆ่าแมลงสูง แต่ก็มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นก่อนรับประทานเราจึงควรนำมาล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี …

น้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้เป็นอาหารยอดนิยมที่ดื่มกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ยังคงเห็นน้ำเต้าหู้อยู่ทั่วทุกที่ และยิ่งตอนนี้กระแสอาหารเพื่อสุขภาพกำลังฮิตทำให้หลายคนต่างหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ น้ำเต้าหู้ หรือนมถั่วเหลือง (soybean milk, soy milk, soya milk) ผลิตจากถั่วเหลือง นำมาแช่ บด และต้มกับน้ำแล้วกรองเอาส่วนที่เป็นน้ำมาปรุงรสหวานเป็นเครื่องดื่ม โดยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของถั่วเหลืองเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งอ้างถึงประโยชน์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ลดอาการวัยทอง และลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคกระดูกพรุน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่สูงวัยขึ้น นอกจากนี้แล้วในถั่วเหลืองยังอุดมไปด้วยสารอาหารอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินต่างๆ และไนอาซิน และในเมล็ดถั่วเหลืองยังมี “เลซิทิน” อันเป็นสารบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันในร่างกายได้อีกด้วย น้ำเต้าหู้นั้นให้พลังงานมากพอๆกับนมวัว แต่ปริมาณของโปรตีน วิตามินและเกลือแร่อื่นๆ อาจได้ไม่เท่ากับนมวัว…

อาหารสุกๆ ดิบๆ

การบริโภคอาหารหลากหลายชนิด ถูกสุขลักษณะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้าง สุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากสารพัดโรคภัยได้ แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามละเลยกัน มีคนเป็นจำนวนมากที่ชอบบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ซึ่งบ่อยครั้งมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น อาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย ท้องร่วง อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิใบไม้ในตับ โรคพยาธิตัวจี๊ด โรคพยาธิตัวตืด รวมถึงโรคมะเร็งท่อน้ำดี และ โรคหูดับ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตเลยทีเดียว การบริโภคอาหารสะอาด ถูกสุขอนามัย ปรุงสุกดสดใหม่ และเข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหาร ยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้ห่าง ไกลจากความเจ็บป่วย  เพราะโรคที่มาจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งพวกเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อพวกนี้ อย่างที่พบบ่อยเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง ฯลฯ เชื้อโรคพวกนี้มีอยู่ทั้งในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้ง  ในอาหารทะเลพวกหอยหลายชนิด  ดังนั้นหากนำมารับประทาน หรือนำไปประกอบอาหารโดยไม่สุก ไม่สะอาด ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสดังกล่าว อาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารสุกๆ…

อันตรายจากกล่องโฟม

การรับประทานอาหารแบบใส่กล่องโฟม มีข้อดีคือ สะดวก รวดเร็ว กินที่ไหนก็ได้ ประหยัดเวลาทำอาหาร และที่สำคัญทานเสร็จก็ไม่ต้องล้างอีกด้วย แต่ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยภัยร้ายที่อาจคร่าชีวิตเราได้ในที่สุด ซึ่งกล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อาหารที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ส่วนผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก  ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ในสหรัฐฯ สไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน…

กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า ผลไม้ไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีคุณค่าทางอาหารและประโยชน์มากมาย เพราะ ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้วิตามินเอสูงสุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กันกับกล้วยชนิดอื่น แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง นอกจากกล้วยน้ำว้าจะมีคุณค่าทางสารอาหารมากแล้ว  ยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย เช่น 1.กล้วยน้ำว้าบรรเทาอาการเจ็บคอ หรืออาการเจ็บหน้าอกจากการไอแห้งๆ  โดยทานกล้วยน้ำว้าวันละ 5-6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลงไปมาก 2.กล้วยน้ำว้าช่วยลดกลิ่นปากได้ดี …

วางโน้ตบุ๊กไว้บนตักทำให้เป็นหมันได้

แล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ก กลายเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับวัยรุ่นหรือหนุ่มสาววัยทำงานหลายคนไปแล้ว เพราะนับวันคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับเราในทุกๆด้าน  ซึ่งแล็ปท็อปและโน้ตบุ๊กสามารถพกพาไปไหนได้อย่างสะดวกสบาย  และด้วยความสะดวกสบาย พกพาง่ายของมันทำให้สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ว่าจะไม่มีโต๊ะให้วาง ก็วางบนตักของตัวเองได้อย่างง่ายๆพอๆ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าการวางโน้ตบุ๊กบนตักก่อให้เกิดผลเสียตามมาคือ การเป็นหมันในเพศชาย โดยปกติแล้วร่างกายของคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะต่อการสร้างและเก็บรักษาเซลล์อสุจิไว้ เพราะมีอุณหภูมิสูงเกินไป ระหว่างพัฒนาการของทารกเพศชายในครรภ์ เมื่อ “อัณฑะ” ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตเชื้ออสุจิเจริญขึ้น อัณฑะจะค่อยๆ เคลื่อนออกไปนอกช่องท้องที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า เพื่อลดอุณหภูมิลงให้เหมาะสมต่อการสร้างเชื้ออสุจิ ซึ่งอัณฑะที่ห้อยอยู่นอกช่องท้องนี้ถูกห่อหุ้มอยู่ด้วย “ถุงหุ้มอัณฑะ” ซึ่งคอยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมอยู่เสมอ หากร้อนเกินไปถุงจะคลายตัวเพื่อระบายความร้อน หากเย็นเกินไปถุงจะหดตัวเพื่อให้อบอุ่นขึ้น ซึ่งปกติแล้วอุณหภูมิที่เหมาะสมในการสร้างเชื้ออสุจิอยู่ที่ ประมาณ 35 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 2 องศาเซลเซียส  ถ้าหากอสุจิได้รับความร้อน จะทำให้เกิดความเครียด ที่เกิดจากความไม่สมดุลของเมตาบอลิซึมในเซลล์ ทำให้เกิดอนุมูลอิสระสะสม) เคลื่อนที่ได้ช้าลง และมีความสามารถในการปฏิสนธิลดลง  หากปล่อยเชื้ออสุจิที่กำลังอ่อนแอออกไปเผชิญชะตากรรมภายนอก…

โรคอ้วน

ปกติแล้วร่างกายของเราทุกคนจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เป็นเบาะกันกระแทก แต่ถ้าหากมีมากเกินไปคือโรคอ้วน เราทุกคนรู้กันเป็นอย่างดีว่าความอ้วน คือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่นำพาคนเราไปสู่ความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากที่สุด  เมื่อเทียบกับโรคภัยระบาดต่างๆตามฤดูกาลที่เกิดจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและเชื้อโรคต่างๆ  ซึ่งอาจเรียกได้ว่าโรคร้ายที่เกิดจากการสะสมพอกพูนของไขมัน ทำให้เกิดโรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนเป็นภาวะทางสุขภาพที่เป็นปัญหาอย่างมากในสังคมปัจจุบันนี้ และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเรา มีประชากรที่ป่วยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรวจพบว่า ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเพศชายพบว่าเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 36% เพศหญิงเพิ่มขึ้น 47% โดยช่วงวัยทำงาน อายุระหว่าง 20-29 ปีจะมีอัตราเพิ่มของโรคอ้วนมากที่สุด สาเหตุของโรคอ้วน 1. กรรมพันธุ์ 2. การดำเนินชีวิตประจำวัน คือ การดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบันเป็นชีวิตที่รีบเร่งทำให้ไม่ค่อยได้สนใจเกี่ยวกับอาหารการกิน…