เราทุกคนทราบกันดีว่าการออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพดี และสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลายคนออกกำลังกายลดน้ำหนักมากเท่าไหร่น้ำหนักก็ยังไม่ลดลง ยังคงอ้วนลงพุงอยู่ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่รู้ถึงกระบวนการในการเผาผลาญพลังงานของร่างกายใน ระหว่างการออกกำลังกายลดน้ำหนักได้ดีพอ ดังนั้นเราจึงควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญพลังงานขณะออกกำลังกายลดน้ำหนักกันดีกว่า

ออกกำลังกาย
ภาพประกอบจาก sport.mthai.com

กระบวนการเผาผลาญพลังงานขณะออกกำลังกายลดน้ำหนักสามารถอธิบายได้คือ  15 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ร่างกายจะดึงพลังงานหลัก(น้ำตาลจากตับ)ไปใช้ ซึ่งเป็นพลังงานที่เตรียมไว้ใช้ในกิจกรรมปกติของร่างกาย เมื่อถึงนาทีที่ 15 – 30 นาที เมื่อร่างกายรู้แล้วว่า กิจกรรมนี้ใช้พลังงานมากกว่าที่เตรียมไว้ก็จะเริ่มไปดึงแป้งมาเปลี่ยนเป็น น้ำตาลเพื่อให้ได้พลังงาน 30 นาทีขึ้นไป ก็ยังไม่พออีก คราวนี้แหละจะเริ่มไปดึงพลังงานสำรอง ซึ่งเก็บไว้ในรูปของไขมันมาใช้

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องออกกำลังกายไม่ต่ำกว่าครั้งละ 45 นาที เพราะถ้าต่ำกว่านี้ พลังงานสำรอง ยังไม่ได้ใช้อะไรเลยภายหลังหยุดออกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตกรดชนิดหนึ่งออกมา ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (คนที่ออกกำลังกายบ่อย จะมีความต้านทานต่อกรดชนิดนี้ได้มาก จึงปวดเมื่อยน้อยกว่าคนที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย) แต่กระบวนการผลิตที่ว่านี้ จะต้องใช้พลังงานค่อนข้างมาก ร่างกายจึงยังคงต้องการพลังงานต่อเนื่องต่อไปอีกอย่างน้อย 15 นาที ดังนั้นร่างกายก็ยังคงดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานต่อไป อธิบายว่า ทำไมหลังจากหยุดออกกำลังกาย เราถึงปวดเมื่อย อุณหภูมิร่างกายสูง เหงื่อออกต่อเนื่องต่อไปอีกประมาณ 15 นาที

แต่ใน 15 นาทีหลังหยุดออกกำลังกาย หากมีการกินอาหารจำพวกแป้งหรือน้ำตาลลงไปแม้แต่นิดเดียว ร่างกายจะตรวจพบว่า มีน้ำตาลในแหล่งพลังงานหลักแล้ว ร่างกายก็จะหยุดดึงเอาไขมันมาใช้และหันไปใช้น้ำตาลจากพลังงานหลักทันที ดังนั้น หลังออกกำลังกาย 15 นาที หากดื่มหรือกินอะไรก็ตามแต่ที่มีแป้งและน้ำตาล ก็จะทำให้สูญโอกาสที่จะลดไขมันในตัวไปอย่างน่าเสียดาย ไม่คุ้มค่าเหนื่อย

 

 

ออกกำลังกายนานแค่ไหนถึงจะพอ…