ลดความอ้วน
ภาพประกอบจาก healthydiettoweightloss.com

หลายคนอดอาหารมื้อเช้าเพื่อจะลดน้ำหนัก แต่นั่นเป็นวิธีที่ผิด เพราะการกินอาหารเช้าเป็นการเติมพลังงานให้ทั้งสมองและร่างกาย  โดยปกติคนเราจะพักผ่อนด้วยการนอนหลับ วันละประมาณ 8-12 ชั่วโมง ในช่วงเวลานั้นร่างกายยังคงทำงานและใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา ปริมาณสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลง ดังนั้น หลังจากการนอนหลับพักผ่อน เราจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มระดับสารอาหารในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หากเราไม่ได้กินอาหารเข้าไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ  เมื่อตื่นมาทำกิจกรรมต่างๆจะรู้สึกหิว ท้องร้อง  เพราะร่างกายต้องการเติมพลังงาน   โดยสมองจะถูกกระตุ้นศูนย์ควบคุมความหิวให้เราเกิดความรู้สึกหิวในเวลาต่อมา   และจะทำให้เรากินอาหารในมื้อถัดมาในปริมาณมากขึ้น และหากเรายังไม่กินอาหารเช้าอีกเรื่อยๆ ร่างกายต้องไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในตับมาใช้  แต่ไม่นานพลังงานส่วนนั้นก็จะหมดไป ร่างกายก็จะปรับกลไกระบบเผาผลาญให้น้อยลง เพื่อที่จะเก็บสะสมพลังงานงานไว้ใช้ในยามจำเป็น  หากมื้อใดเรารับประทานอาหารเข้าไปมากจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป และพลังงานที่เกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่กินอาหารเช้ามักจะมีนิสัยกินจุบจิบอยู่ตลอดเวลา  และมักเลือกอาหารที่กินสะดวก ซึ่งจะเป็นอาหารที่มีไขมัน น้ำตาลและแคลอรีสูง เช่น อาหารประเภทขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และน้ำอัดลม เป็นต้น นั่นหมายความว่า  คนที่อดอาหารเช้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะอ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ

การอดอาหารเช้านอกจากจะทำให้อ้วนมากขึ้นแล้ว และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคข้อ และกระดูกอักเสบ เป็นต้น ถ้าหากต้องการจะลดน้ำหนัก ควรปฏิบัติตามหลัก “หนักมื้อเช้า เบามื้อเที่ยง เลี่ยงมื้อเย็น” และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะมีหุ่นที่ดีสมใจแล้ว ยังไม่ต้องทรมานอดอาหารอีกด้วย

ยิ่งอด ยิ่งอ้วน