ยาปฏิชีวนะ ที่เราคุ้นหรือเรียกกันว่ายาแก้อักเสบ หรือ ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาชนิดหนึ่งที่เรามักจะได้รับเวลาที่ป่วยแล้วไปหาคุณหมอ และทุกครั้งจะต้องได้รับคำแนะนำว่า “ให้รับประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด” แต่ทำไมเราต้องกินยาปฏิชีวนะให้หมดด้วย และหากกินไม่หมดจะเกิดอะไรขึ้น?

ยาปฏิชีวนะ
ภาพประกอบจาก syontix.com

ยาปฏิชีวนะ คือยายับยั้ง ฆ่า หรือ ต้านทานจุลชีพซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย บางคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (Antibacterial) แต่ยังอาจครอบคลุมถึงเชื้อไวรัสบางชนิด และเชื้อราบางชนิดได้ด้วย

โดยกลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะนั้นมีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย คือ

  1. ทำลายเยื้อหุ้มเซลล์ ซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่หุ้มตัวเชื้อแบคทีเรีย  ส่งผลให้สมดุลในการดำรงชีวิตของเชื้อโรคเสียไปและตายในที่สุด
  2. ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์  ซึ่งเป็นผนังภายนอกสุดของเซลล์ ที่ห่อหุ้มเยื่อหุ้มเซลล์อีกที ด้วยกลไกนี้จะทำให้เชื้อแบคทีเรียต่างๆไม่สามารถแพร่พันธุ์ จึงหยุดการเจริญเติบโต
  3. ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรมในตัวของเชื้อแบคทีเรีย สารพันธุกรรมที่เรามักคุ้นเคยกัน ที่เรียกว่า DNA และ RNAนั้น กลไกดังกล่าวจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถผลิตลูกหลานออกมาทำอันตรายต่อร่างกายคนเราได้อีกต่อไป
  4. กระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรีย ปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยตัวเองและตายลงในที่สุด

ซึ่งการรักษาโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยใช้ยาปฏิชีวนะนั้น จะต้องกินให้ได้ครบตามขนาด และระยะเวลาที่จะฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุได้หมด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ซึ่งแต่ละโรคจะใช้ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาต่างกัน แพทย์และเภสัชกรจะเป็นผู้กำหนดให้ได้ว่า จะกินขนาดเท่าไร เป็นเวลานานเท่าไร หากเรากินยาไม่ครบตามที่แพทย์หรือเภสัชสั่งนั้น  อาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล หรือกลับเป็นโรคนั้นใหม่ และเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุอาจจะเปลี่ยนเป็นเชื้อดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาที่แพงขึ้น ในการรักษา หรือรักษาได้ยากขึ้น

และการใช้ยาปฏิชีวนะนานเกินไป หรือใช้มากเกินไปก็ทำให้เกิดผลเสีย ดังนั้นการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะควรต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ หรือขอคำแนะนำจากเภสัชกรก่อนใช้เสมอ

ยาปฏิชีวนะ…ทำไมต้องกินให้หมด?