ใส่ใจสุขภาพ ปัสสาวะบ่อย ตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจ

ฉี่ะบ่อยตอนกลางคืน

การขับถ่ายปัสสาวะถือเป็นเรื่องปกติของแต่ละคน ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการกลั่นกรองและขับของเสียออกจากร่างกายโดยผ่านกระบวนการทำงานของระบบปัสสาวะ และมีกระเพาะปัสสาวะคอยทำหน้าที่ในการเก็บกักปัสสาวะ เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม
จะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะและต้องไปถ่ายปัสสาวะ โดยปกติแล้วกระเพาะปัสสาวะของผู้ใหญ่ จะมีความจุประมาณ 400 – 500 cc เมื่อพิจารณาถึงปริมาณน้ำปัสสาวะที่ร่างกายผลิตในแต่ละวัน ผู้ใหญ่ จะถ่ายปัสสาวะประมาณ 4 – 6 ครั้ง/วัน แต่ในเวลากลางคืนเป็นช่วงของการ พักผ่อน นอนหลับ ไม่มีการดื่มน้ำหรือเครื่องดื่ม จึงทำให้ช่วงเวลากลางคืนจะมีระยะของการถ่ายปัสสาวะห่างออกไป ประกอบกับสมองกำลังอยู่ในช่วงการพัก จะต้องใช้การกระตุ้นจากกระเพาะปัสสาวะที่เต็มส่งการเตือนขึ้นไปยังสมองในระดับที่รุนแรง จึงจะทำให้ตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะ ทำให้โดยปกติจะต้องตื่นมาถ่ายปัสสาวะคืนละ 1 ครั้ง บางคนอาจจะไม่ต้องตื่นเลยหากถ่ายปัสสาวะก่อนนอนแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในวัยสูงอายุอาจจะถ่ายปัสสาวะคืนละ 2 ครั้งได้โดยไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติแต่อย่างใด

จำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มากกว่าคืนละ 2 ครั้ง ถือว่าผิดปกติ !!

สาเหตุที่ทำให้ถ่ายปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
1. ดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเย็น หรือก่อนนอน หากดื่มน้ำหรือเครื่องดื่ม เช่น น้ำผลไม้ หรือแอลกอฮอล์ จะต้องตื่นมาถ่ายปัสสาวะบ่อย
2. โรคทางหัวใจ ที่การทำงานของหัวใจบกพร่อง เนื่องจากในช่วงกลางวัน น้ำและเลือดจะคั่งอยู่บริเวณขา น่อง เมื่อนอนน้ำและเลือดจะไหลกลับมากกว่าช่วงกลางวัน ทำให้ผลิตปัสสาวะมาก
3. โรคทางระบบต่อมไร้ท่อ เช่น เบาจืด เบาหวาน ที่ทำให้มีปริมาณปัสสาวะมาก
4. กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ ทำให้กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถรับน้ำปัสสาวะได้มากเหมือนคนปกติ
5. ยาบางชนิดที่มีผลในการขับปัสสาวะ หากได้รับยาในตอนเย็นจะมีผลทำให้ปัสสาวะตอนกลางคืนมากขึ้น
6. ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ ที่ถ่ายปัสสาวะไม่หมดในคราวเดียว หรือเกิดความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะร่วมด้วย
7. นอนไม่หลับ บ่อยครั้งที่สาเหตุของการถ่ายปัสสาวะบ่อยเกิดจากการนอน เกิดความวิตกกังวลว่าหากหลับแล้วเมื่อปวดปัสสาวะจะต้องตื่นขึ้นมาถ่ายปัสสาวะ จึงไปถ่ายปัสสาวะเสียก่อนจนเป็นนิสัย
8. โรคทางระบบประสาทและสมอง ที่ส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือ ก้อนเนื้องอก

• ผลกระทบของการลุกขึ้นมาถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ
ผลกระทบโดยตรงของการต้องลุกขึ้นมาถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ คือ การขาดการพักผ่อน สมองไม่ปลอดโปร่ง ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานตอนกลางวันลดลง อาจจะประสบอุบัติเหตุในการเดินทางตอนเช้า หรือในวัยสูงอายุมากๆ ที่มีภาวะกระดูกเปราะบาง เคยมีรายงานการหกล้มขณะเดินไปห้องน้ำจนทำให้กระดูกสะโพกหัก นอกจากจะกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองแล้ว ยังมีผลกระทบต่อครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีหรือภรรยาที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน จะต้องตื่นขึ้นมาด้วยหากเกิดเสียงหรือแสงไฟขณะที่ผู้ป่วยลุกไปถ่ายปัสสาวะ

• แนวทางการตรวจรักษา
แพทย์จะซักประวัติ ทำบันทึก การดื่มน้ำและการถ่ายปัสสาวะ ตรวจร่างกาย ตรวจทางทวารหนัก หรือตรวจภายใน ส่งปัสสาวะและเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถให้รายละเอียดมากพอจะที่จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ ในบางรายอาจจะต้องทำการตรวจทางรังสี ส่องกล้องหรือตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ เพิ่มเติม การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบและการวินิจฉัย

(ข้อมูลจากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 96 พ.ย. 51 โดย ศ.นพ.วชิร คชการ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลรามาธิบดี , xn--12clj9bb2eq0czdm6md2hd.com)

นาฬิกาชีวิต (Biological Clock)

มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่าง ทั้งร่างกาย หน้าตา ผิวพรรณ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานเหมือนกันนั่น คือ กระบวนการทำงานของร่างกาย

01.00-03.00 น.  เป็นช่วงเวลาของตับ
ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้เป็นประจำในช่วงนี้ ตับจะหลั่งสารเมลาโทนิน (Melatonin)   เพื่อฆ่าเชื้อโรคทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย
อาหารบำรุง   :  อาหารที่ช่วยล้างพิษ  เช่น  งา  น้ำผลไม้  และน้ำสะอาด

03.00-05.00 น.  เป็นช่วงเวลาของปอด
จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์  ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะป็นคนที่มีอำนาจในตัว คนที่มีปัญหาเรื่องปอดจะไม่ค่อยตื่นเวลานี้
อาหารบำรุง  :  อาหารจำพวกเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอสูง เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่

05.00-07.00  น. -เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่
ควรขับถ่ายอุจจาระ ทำให้เป็นนิสัยทุกเช้าแต่คนเรามักจะไม่ตื่นในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นเวลาที่ลำไส้ต้องบีบอุจจาระลงมา
ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น  2  แก้ว ถ้ายังไม่ถ่ายอีกให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1  แก้ว+น้ำผึ้ง  1ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 4-5ลูก  ทำดื่มจนกว่าจะถ่าย หรือ บริหารร่างกายโดยยืนตรง หายใจเข้าแล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก เอามือท้าวเข่าแขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง คนที่ถ่ายยากต้องกินอาหารเช้า
อาหารบำรุง  :  อาหารที่มีกากใยสูงเช่น ผัก ผลไม้ธัญพืช

07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงนี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าเราไม่ทานอาหารเช้า อุจจาระจะดูดกลับมาที่กระเพาะ กลิ่นตัวจะเหม็นถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยแข็งแรง ปวดเข่า หน้าแก่กว่าวัย
อาหารบำรุง  :  ควรมีพลังงานและสารอาหาร อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25  ของปริมาณที่ควรได้รับตลอดวัน

09.00-11.00  น. –  เป็นช่วงเวลาของม้าม
ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศรีษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม
ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ  นอกจากนี้ ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อย ๆ หรือพูดเก่ง ๆ ม้ามจะชื้น ทำให้อ้วนง่าย จึงควรพูดน้อย กินน้อย ม้ามจึงจะแข็งแรง
อาหารบำรุง  :  มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก

11.00-13.00 น.   เป็นช่วงเวลาของหัวใจ
หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้  ควรหลีกเลี่ยงความเครียด หรือเหตุที่ต้องใช้ความคิดหนัก คนที่มีปัญหาในเรื่องนี้จะดูที่อาการปวดไหล่ ไม่ได้แสดงอาการที่หน้าอก อย่างที่เข้าใจกัน
อาหารบำรุง  :  อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่น  ถั่วแดง และผลไม้สีแดง

13.00-15.00  น. – เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
ควรงดกินอาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้เล็กทำงาน  ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหาร ที่เป็นน้ำทุกชนิด เพื่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

15.00-17.00 น. –   เป็นช่วงเวลาของ กระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด ช่วงเวลานี้จึงควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง การอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
อาหารบำรุง  :  ผลไม้ เช่น บิลเบอร์รี่ และดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ

17.00 -19.00 น.  – เป็นช่วงเวลาของไต
ควรทำใจให้สดชื่น ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่า มีปัญหาเรื่องไตเสื่อม   ถ้านอนหลับแล้วเพ้อแสดงว่าอาการหนักมาก ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลาย จะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต  ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง และเป็นหวัดง่าย
อาหารบำรุง  :  อาหารที่มีเกลือต่ำ รวมถึงสมุนไพรจีน เช่น  ถั่งเช่า

ถั่งเช่า .มเกษตร

ถั่งเช่า  – มีคุณประโยชน์ต่ออวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ ไต
เสริมสร้างสุขภาพ เพิ่มพลังงาน บำบัดอาการไอ ไอเลือด
และโรคปอด บำรุงไต ลดอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
นอกจากนี้ถั่งเฉ้ายังสามารถบำบัดอาการหืดหอบ
ทำให้การเต้นของหัวใจปกติและทำให้นอนหลับสบาย

 

19.00-21.00 น.  – เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ
อาหารบำรุง :  อาหารจำพวกโปรตีนที่มีไขมันต่ำรวมถึงวิตามินบี ต่าง ๆ

21.00-23.00 น. – เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น
จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
อาหารบำรุง   :  อาหารที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น ขิง  โสม

23.00-01.00-เป็นเวลาของถุงน้ำดี
ถุงน้ำดี เป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะใดในร่างกาย ถ้าขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ตอนเช้าจะจาม ปวดศรีษะ โดยไม่ทราบสาเหตุ
อาหารบำรุง   :   อาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

สิ่งที่ทำร้ายร่างกาย

  • ดื่มน้ำน้อย
  • ขาดการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย
  • ขาดสารอาหารต่าง ๆ
  • มักมีอารมณ์วิตกกังวล+ความเครียดสูง
  • ไม่ทานอาหารเช้า ไม่ทานผักผลไม้
  • พักผ่อนน้อย
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะเป็นพิษ
  • มักมีความเบื่อ ขาดอารมณ์ขัน

 

อรนุช   โพชนุกูล    เรื่อง

ฉลวย    สระรักษ์    เรียบเรียง

พนารัตน์  จารีตพิทยา  เทคนิค/ภาพ

 

นอนสบายได้สุขภาพ

ปกติคนเราควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอประมาณ 6-8 ชั่วโมง คือการนอนหลับรวดเดียวตลอดทั้งคืน การนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แล้วคุณล่ะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง

การนอนหลับ ต้องนอนบนที่นอนที่ได้มาตรฐาน ไม่ยุบบุ๋มลงไปหรือไม่แข็งเป็นไม้กระดาน และควรมีการรับประกันหลายปี ถ้าที่นอนนุ่มเกินไป นอนแล้วยุบเป็นรอยบุ๋ม จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตำแหน่งที่ยุบตัวนั้น และถ้าที่นอนแข็งเกินไปจะเกิดรอยกดเจ็บบริเวณที่เป็นกระดูก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับท่านอน ถ้านอนหงายจะกดบริเวณสะ บักกระเบนเหน็บถึงก้นกบ ถ้านอนตะแคงจะเจ็บบริเวณหัวไหล่ ขอบกระดูกเชิงกรานด้านข้าง ปุ่มกระดูกสะโพกด้านข้าง ปุ่มกระดูกหน้าแข้งท่อนเล็กด้านข้างใต้เข่าเล็กน้อย อาจเริ่มด้วยอาการชา หลังตื่นนอนสักพักก็หายเอง ถ้านอนบ่อยๆทุกวันก็อาจมีอาการปวดเมื่อยร่วมด้วย หรืออาจชาอยู่นานหลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป

  1. หลายคนโดยเฉพาะผู้หญิง สาเหตุเกิดจากการชอบเอาตุ๊กตาหรือสิ่งของอื่นมาวางเต็มที่นอน ซึ่งหากมีขนาดใหญ่ เมื่อนอนทับเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกาย โดยเฉพาะตามแนวคอและหลัง ปวดเมื่อยหลังตื่นนอนคล้ายกับอาการคอตกหมอนหรือหลังยอกได้
  2. นอกจากที่นอนแล้ว หมอน ที่ไม่รองรับสรีระกับท่านอนก็จะทำให้มีอาการปวดคอเรื้อรังได้ การรักษาต้องทำหลายวิธีและใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น โบราณเรียกว่าคอตกหมอน บางคนหายเองได้ภายใน 3 วัน แต่วันแรกอาการเหมือนรุนแรงมากจนหันคอไม่ได้เลยก็ควรรีบไปพบแพทย์

สำหรับการป้องกัน

  1. นอนในที่นอนและหมอน ที่เหมาะสม
  2. ท่านอน

– ท่านอนหงาย ใช้หมอนเตี้ยหนุนแล้วคอไม่ก้มมากไป หลักการคือให้คออยู่ในสรีระตรงตลอด

– ท่านอนตะแคง มักเป็นท่าที่คนทั่วไปชอบนอน ควรใช้หมอนสูงขนาดที่รองซอกคอแล้วคออยู่ในแนวตรงพอดี มีหมอนข้างไว้กอดเพื่อพยุงแขนและขาข้างที่อยู่ด้านบนไม่ให้เบี่ยงห้อยลงมา เนื่องจากจะทำให้แนวโครงสร้างสะโพกและไหล่ได้ระดับสมดุลปรกติของร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดอาการคอบ่าไหล่ปวดตึง หรือสะ โพกขัด ปวดเอวได้หลังตื่นนอน

– ท่านอนคว่ำ สามารถที่จะใช้นอนเล่นได้ แต่ไม่ควรนานเกิน 20-30 นาที ถ้าต้องนอนทำสปาควรเป็นเตียงเจาะรูให้หน้าลงไปเพื่อคอไม่ต้องหันตะแคงเป็นชั่วโมง มิเช่นนั้น ทำสปาเสร็จ สบายตัว แต่ปวดคอก็ไม่คุ้มกันอีก

– ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ใช้นอนเล่นริมชายหาดในบรรยากาศธรรมชาติสบายๆเพื่อ ผ่อนคลาย ไม่ควรนานเกิน 30-60 นาที หรือใช้เป็นท่านอนประจำ ท่านี้จะหย่อนกล้ามเนื้อและข้อต่อค่อนข้างมาก แต่ถ้าใช้เป็นท่านอน ประจำจะทำให้กล้ามเนื้องอ สะโพกงอ เข่ายึดได้ ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยขยับด้วยแล้วก็จะเกิดแผลกดทับที่ก้นกบได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

 

เลือดออกตามไรฟัน

เลือดออกตามไรฟัน
ภาพประกอบ natui.com.au

ก่อนอื่นมารู้จักกับเหงือกของเรากันก่อนค่ะ เหงือกของคนเราที่เป็นอวัยวะที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมากที่สุด แต่เหงือกก็เป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่ทำหน้าที่สำคัญในการเคลือบกระดูกและฟัน โดยมีคุณสมบัติคล้ายเนื้อเยื่อที่เคลือบทางเดินอาหารอื่น เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ เพราะช่องปากเป็นส่วนต้นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร  ในขณะเดียวกัน เหงือกก็เปิดเผยต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย โดยเหงือกจะมีโอกาสสัมผัสกับอาหาร อากาศ และแรงกระทบกระแทกต่างๆ โดยตรง คล้ายกับที่ผิวหนังสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกายอื่นๆ ดังนั้น ส่วนประกอบของเหงือก จึงไม่เหมือนกับเนื้อเยื่ออ่อนที่เคลือบ ระบบทางเดินอาหารอื่น โดยจะมีส่วนประกอบโปรตีนที่ให้ความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถทนทานต่อแรงกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้พอสมควร ดังจะเห็นได้ว่า เหงือกปกติที่สมบูรณ์ดีจะไม่ฉีกขาด หรือมีเลือดออกเมื่อเราขบเคี้ยวอาหารตามธรรมดา หรือแม้แต่แปรงฟันที่ไม่รุนแรงจนเกินไป

สาเหตุ

  1. เชื้อแบคทีเรียและคราบฟันที่บริเวณร่องเหงือก หรือไรฟัน
  2. โรคจากเหงือก เหงือกอักเสบ มีอาการติดเชื้อ มักมีเลือดออกง่าย
  3. การบาดเจ็บจากการแปรงฟัน ที่แข็งหรือเยิน
  4. การใช้ไหมขัดฟันอย่างไม่ถูกวิธี
  5. ขาดวิตามินซี
  6. กลไกการเกิดลิ่มเลือดผิดปกติ

การดูแลรักษาโดยทันตแพทย์

  1. ทำความสะอาดล้างคราบแบคทีเรียที่อยู่ตามซอกฟัน
  2. ขูดหินปูน ขัดคราบบุหรี่
  3. รักษาโรคเหงือก
  4. สอนการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี
  5. ส่งพบแพทย์ หากเลือดออกตามไรฟันไม่ได้เกิดจากโรคเหงือก

การป้องกัน

  1. ใช้แปรงฟันที่มีลักษณะขนนุ่ม และเปลี่ยนแปลงฟันทุก 3 เดือน
  2. แปรงฟันอย่างถูกวิธี
  3. พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพทุก 6 เดือน
  4. รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี

 

อันตรายจากอาหารจานด่วน

Fast food
ภาพประกอบ thesaturnreturn.wordpress.com

ทุกวันนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับ อาหารจานด่วน ที่ทั้งสะดวกสามารถทานได้ทุกที่ ประหยัดเวลาและง่ายต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ที่มีความเร่งรีบ คนจำนวนไม่น้อยที่หันมาเลือกอาหารจานด่วน เป็นตัวช่วยในการเพิ่มความรวดเร็ว แต่หารู้ไม่ว่านอกจากจะมีประโยชน์ในสังคมยุคนี้แต่ก็แฝงไปด้วยโทษมากมาย

โดยทั่วไปแล้ว อาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast food) ก็คือ อาหารจานด่วนที่หาง่าย รวดเร็ว รับประทานได้ทันที เป็นอาหารที่ทำง่าย โดยมีการเตรียมส่วนประกอบในการปรุงไว้เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการอาจจะมีครบ หรือไม่ครบขึ้นอยู่กับอาหารแต่ละชนิด ซึ่งอาหารประเภทหนึ่งของฟาสต์ฟู้ด (Fast food) ที่ถือว่าไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการมากนักคือ จั๊งค์ฟู้ด (Junk Food) เช่น เบอร์เกอร์ ไก่ทอด มันฝรั่งทอด ฮอทดอก พิซซ่า โดนัท น้ำอัดลม ลูกอม ขนมขบเคี้ยว ที่มีส่วนประกอบหลักที่เต็มไปด้วย แป้ง ไขมัน น้ำตาล เกลือ ขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและใยอาหารซึ่งส่งผลทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา

ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคที่นิยมอาหารจานด่วนเป็นสาเหตุสำคัญของโรคถึงร้อยละ 85 (ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 15 มาจากกรรมพันธุ์) ซึ่งได้แก่ภาวะโรคอ้วน มะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่ต่ำลง เนื่องมาจากภาวะที่ร่างกายมีไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลสูง ยิ่งหากรับประทานอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นควรเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หันมารับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการใส่ใจเรื่องสุขภาพของคุณเพิ่มมากขึ้น

จึงขอแนะนำ สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย สามารถหาทานได้ง่ายๆ 10 เมนูได้แก่ ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว ข้าวผัด ข้าวผัดน้ำพริก ก๋วยเตี๋ยว สลัด ผัดซีอิ้ว สุกี้ ก๋วยจั๊บ ผัดพริกแกง ข้าวคลุกกะปิ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน สะดวก และรวดเร็ว แต่ไม่ควรลืมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่องด้วยนะคะ

ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

Hypertension
ภาพประกอบ huffingtonpost.com

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคที่คนปัจจุบันเป็นกันมาก และคนส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็น โรคความดันโลหิตสูง ไปนานๆก็อาจจะนำมาซึ่งโรคร้ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

โดยปกติแล้วเราทุกคนจะมีความดันโลหิต ที่จะคอยผลักดันเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอัตราปกติหัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ซึ่ง โดยปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท ถ้าหากเรามีความดันโลหิตสูง 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง

แต่ความดันโลหิตของคนเราจะไม่เท่ากันตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งต่าง ๆ เช่น สภาพแวดล้อม ท่าทาง อากัปกิริยา เช่น หากวัดความดันโลหิตในท่านอน จะมีค่าสูงกว่าท่ายืน  รวมทั้งช่วงเวลาระหว่างวัน จิตใจ อารมณ์ ความเครียด อายุ เพศ ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุให้ระดับความดันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ผู้ที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง จะมีความดันโลหิตเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะนำมาสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

สาเหตุของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้นยังไม่ทราบได้อย่างแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่โรคความดันโลหิตสูงจะพบในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท เช่น อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต และต่อมไร้ท่อบางประเภท รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เช่น โรคโลหิตจางอย่างรุนแรง เบาหวาน เป็นต้น

ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฏอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบแค่อาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่

  • พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม คนที่บิดามารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูง จะมีแนวโน้มเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติในครอบครัว
  • ความเครียด หากมีความเครียดสูง ก็อาจทำให้ความดันโลหิตสูงไปด้วย
  • อายุ โรคความดันโลหิตสูง มักพบในผู้ที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ในอายุต่ำกว่านี้ก็สามารถพบได้เช่นกัน
  • เพศ มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือน
  • รูปร่าง มักพบในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนอ้วนมากกว่าคนผอม
  • พฤติกรรมการกิน ผู้ที่ชอบทานเค็ม ทานเกลือ มักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถรักษาได้2วิธี คือการใช้ยาและไม่ใช้ยา  โดยผู้ป่วยที่เริ่มรู้ตัวว่าเป็น แพทย์จะสามารถรักษา โรคความดันโลหิตสูง ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จะต้องให้ยา และพยายามควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

การป้องกัน และข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันโลหิตสูงอย่างสม่ำเสมอ
  • เลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เพราะเกลือจะทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดงเพิ่มขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มไขมันจากสัตว์   เพราะจะทำให้น้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น
  • ออกกำลังกายให้พอควรและสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ทำจิตใจให้เบิกบาน สดใส  ไม่เครียด

เคล็ดลับสุขภาพดี ด้วย 7 วิธีง่ายๆ

สุขภาพดี
ภาพประกอบ iglo.com

1. สำรองผลไม้ในตู้เย็น
ผักผลไม้นอกจากจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่กำลังไดเอทแล้ว การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วยนะ

2. ดื่มน้ำมากขึ้น
การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้

3. เท้าเปล่าคลายเครียด
การเดินเท้าเปล่าไปบนทรายหรือหญ้านุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เพราะเนื่องจากการเดินเท้าเปล่าจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

4. รับแสงแดดอ่อน ๆยามเช้า
มีข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีให้แก่ร่างกายของเรา แต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ดังนั้นควรรับแดดอ่อน ๆ ในช่วงเย็นจะดีกว่า

5. รับประทานโฮลวีต
สำหรับมื้อว่างยามบ่ายแทนที่จะไปคว้าเค้กช็อกโกแลตหรือขนมคบเคี้ยวต่างๆซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยแคลอรี่ ควรเปลี่ยนมาทานขนมปังโฮลวีตหรือธัญพืชจะดีกว่า เพราะนอกจากจะช่วยรู้สึกมีกำลังวังชาแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ

6. เดินไวช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง
สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายแต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ การเดินให้ไวขึ้นอีกนิด โดยอาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้าหรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้ายหรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้วันละ 20 นาทีจะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงและยังช่วยให้หุ่นดีอีกด้วย

7. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกาย
ไขมันมีอยู่หลายชนิด ไขมันที่เป็นประโยชน์กับร่างกายซึ่งถ้าหากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เคและทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมัน โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆที่ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรงแล้วยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย

กินผลไม้ต้านสิว

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย และในประเทศของเราก็มีผลไม้มากมาย หลายชนิด ให้เลือกรับประทานได้ตลอดทั้งปี

ผลไม้เหล่านี้ เมื่อเรานำมาปรนนิบัติผิวของเรา จะได้ประโยชน์ตามที่เราต้องการดังนี้ค่ะ

1. มะขามเปียก เป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน หญิงสาวสมัยก่อนนิยมนำมาขัดผิวให้ขาว โดยนำมะขามเปียกมาแช่น้ำและขัดผิว มะขามเปียกจะช่วยบำรุงผิวให้ขาวเนียน ช่วยลดรอยฝ้าจุดด่างดำต่างๆ

2. กล้วยหอม นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว นำกล้วยหอมมาปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาพอกหน้า จะช่วยให้ผิวของเรามีความชุ่มชื้น ลดรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกาได้

คนที่มีผิวหน้าแห้งมาก ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ เพราะผิวไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงสิว เมื่อเป็นสิว จะทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

สิว
ภาพประกอบ tsgclub.com

 

 3. ทุเรียน สาวๆบางคนอาจจะไม่ชอบกลิ่นของมันเพราะแรงเกินไป แต่ทุเรียนสามารถลดสิวเสี้ยนได้

4. มะม่วงสุก นำมาปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาพอกหน้า ก็จะช่วยลดปัญหาสิวและฝ้าได้

5. กล้วยน้ำว้าสุก กล้วยน้ำว้าสุกนอกจากจะสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังนำมาพอกหน้าได้ จะช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้น ดูอ่อนวัย

6. สับประรด เมื่อนำมาพอกหน้าจะช่วยให้ผิวหน้าดูขาวใส และขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปอย่างง่ายดาย หากเราไม่มีการผลัดเซลล์ผิวออก พวกนี้จะอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวได้ค่ะ

7. แตงโม นอกจากจะช่วยให้ความสดชื่นต่อร่างกายแล้ว เมื่อนำมาพอกหน้าจะช่วยให้ผิวหน้าของเราชุ่มชื้นสดใส

ผลไม้ไทย นอกจากจะอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้ผิวของเราดูสวยสดใส ไร้สิว อีกด้วย

ความรู้ เกี่ยวกับเริม

เมื่อร่างกายเข้าสู่สภาวะอ่อนแอ มีความร้อนสูงอยู่ภายในและภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง มักเกิดขึ้นเมื่อเกิดภาวะเครียดหรือพักผ่อนน้อยเป็นระยะเวลานาน เป็นสัญญาณเตือนของร่างกายให้เราลดภาระงานลงก่อน พักผ่อนดูแลร่างกายให้มากขึ้น

เริม
ภาพประกอบ pic.cm

เริมเกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคเริม เป็นโรคติดเชื้อที่บริเวณผิวหนังและเยื่อบุบริเวณปากและอวัยวะเพศ เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ (Herpes simplex virus) ซึ่งมี 2 ชนิด คือ

1.เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 1 Herpes simplex virus 1 (HSV-1) ถ้าติดเชื้อนี้แล้วมักจะเกิดอาการโรคบริเวณปากและผิวหนังเหนือสะดือขึ้นไป เกิดที่ปากเรียก Herpes labialis โรคนี้ไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

2.เฮอร์ปีซิมเพลกซ์ 2 Herpes simplex virus 2 (HSV-2)  มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศและติดต่อโดยเพศสัมพันธ์เรียก Herpes genitalis

ซึ่งทุกๆคนจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ทั้งนั้น เพราะเชื้อไวรัสเริมติดต่อทางการสัมผัสโดยตรงกับผู้ได้รับเชื้อที่มีแผลถลอกอยู่ โดยเจ้าเชื้อนี้สามารถเคลื่อนผ่านรอยแตกเล็กๆ บริเวณผิวหนัง หรือเยื่อบุผิวที่ชุ่มชื้นบริเวณริมฝีปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก ทำให้เชื้อเริมเข้าไปได้

การรักษา

โดยทั่วไปแล้ว โรคเริมจะสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา การใช้ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยให้หายขาด เพียงแต่ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดความถี่และลดระยะเวลาที่เป็นช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เว้นเสียแต่ในรายที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการ หรือมีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือไม่มีแนวโน้มที่แผลจะหายได้เอง จึงควรที่จะได้รับยาต้านไวรัสที่จำเพาะกับโรค ร่วมไปกับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่อาจติดตามตุ่มน้ำที่แตกออกมา

1. ยาทาที่นิยมใช้ ได้แก่ Acyclovir จะได้ผลในด้านลดอาการปวด ทำให้ผื่นแห้งเร็วขึ้น ยาทาซึ่งมีส่วนผสมของ steroid ไม่ควรใช้เพราะแผลจะหายช้า

2. ยาชนิดรับประทาน ได้แก่ Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir นิยมใช้ในกรณีสำหรับผู้ที่มักจะกลับเป็นซ้ำได้บ่อย

นอกจากนี้ การรับประทานสมุนไพรฤทธิ์เย็น ก็สามารถรักษาโรคเริม ได้แก่ ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร ย่านาง บอระเพ็ด หรือการทาน้ำมะพร้าวบริเวณที่เป็น จะช่วยบรรเทาอาการลงได้ และที่สำคัญนำความร้อนและของเสียออกจากร่างกายได้ง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำเปล่า ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

 

 

กินอาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อสุขภาพ

อาหาร
ภาพประกอบ women.horoworld.com

การเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งต่อสุขภาพร่างกาย เพราะเป็นอาหารที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด สร้างสมดุลให้กับร่างกาย มีระบบภูมิต้านทานและระบบย่อยอาหารที่ดี  ช่วยในเรื่องการลดน้ำหนักและ คงความอ่อนเยาว์อีกด้วย

การกินตามกรุ๊ปเลือด เป็นหนึ่งในศาสตร์แพทย์ทางเลือกที่นิยม โดยเฉพาะจาก Dr.Peter J.D’adamo  ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด กล่าวว่า  เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี แอนติเจนเป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า “เล็คติน” ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นจะเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน  ปัจจุบันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยจำแนกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดต่างๆไว้ ได้แก่

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติ

คนเลือดกรุ๊ปนเอส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี เลือดค่อนข้างเหนียวข้น เมื่อรับประทานเนื้อสัตว์และไขมันเข้าไปจะยิ่งเพิ่มความข้นของเลือดทำให้เลือดไหลเวียนช้า หัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้น และมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งและเบาหวาน  ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ อาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับคนกรุ๊ปเลือดนี้ ก็คือ ข้าว แป้ง อาหารทะเล ผัก และผลไม้ต่าง ๆ รวมทั้งธัญพืช

กรุ๊ป B กินง่ายๆแต่ให้บาลานซ์ 

คนที่มีเลือดกรุ๊ปบี มีความสามารถในการปรับตัวที่ดี มีระบบย่อยอาหารที่ยืดหยุ่น กรุ๊ปเลือดนี้จึงสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลาย ทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก และผลไม้ แต่จะมีจุดอ่อน คือโรคภูมิแพ้ จึงควรรับประทานอาหารที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย เช่นผักใบเขียว ข้าวกล้อง และนม อย่างไรก็ดี เนื่องจากกรุ๊ปเลือดนี้สามารถทานได้หลากหลาย จึงควรระมัดระวังเรื่องปริมาณอาหารด้วย เพราะไม่ฉะนั้นอาจจะอ้วนโดยไม่รู้ตัวได้

กรุ๊ป O นักล่า

ปัญหาของคนเลือดกรุ๊ปโอคือ กระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า อาหารที่เหมาะสำหรับเลือดกรุ๊ปนี้ได้แก่ อาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ธัญพืช และขนมปัง