Health Lover Rotating Header Image

7 สุดยอดอาหารต้องทาน

1. มะเขือเทศ (Tomato)

ให้วิตามินซี 76 % ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ถูกแสงแดดทำลาย

2. เห็ด (Mushroom)

กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. แครอท (Carrot)

มีวิตามินเอสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ falcarinol ซึ่งช่วยป้องกันมะเร็ง

4. ถั่วแดง (Kidney beans)

มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยป้องกันโรคร้าย

5. กระเทียม (Garlic)

กระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยลดคอเรสเตอรอล ส่งผลให้หัวใจมีสุขภาพแข็งแรง

6. มันเทศ (weet Potato)

มีวิตามิเอ 61% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน มีไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบการย่อยอาหาร

7.กล้วย (Banana )

มีโปแตสเซียมสูง ป้องกันโรคหัวใจวายและ อัลไซเมอร์

ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารแพรว

หยุดป่วยด้วยการบริหารสติ

ทำสมาธิ

รู้หรือไม่ว่าอารมณ์มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

อารมณ์โกรธ  ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ และโรคความดันโลหิตสูง

ความกลัว ทำให้ร่างกายอ่อนแอ จนทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ความวิตกกังวล ทำให้เกิดความเครียด นอนไม่หลับ และมีอาการปวดตึงบริเวณบ่า มีกรดในกระเพาะอาหาร
และเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการมีสติ และพยายามหลีกเลี่ยงอารมณ์ในทางลบเหล่านี้

- ควรจดบันทึกทันที ที่เกิดความรู้สึกทางด้านลบ ในขณะเดียวกันก็ควรบันทึกความรู้สึกในด้านบวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง
และเป็นการฝึกมองโลกในแง่ดี เช่นเมื่อทำของหายเราจะรู้สึกโกรธตัวเอง ถ้าคิดในด้านบวก อาจจะมีคนเก็บได้แล้วนำมาส่งคืน

- ฝึกรับรู้อารมณ์ในด้านบวก ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกดีๆ ในใจ ให้บอกกับตัวเองว่า “เราโชคดี”
เช่น วันนี้เราโชคดีที่ได้ทานอาหารมื้อเช้าแสนอร่อย จะช่วยทำให้เกิดอารมณ์ในด้านบวกมากขึ้น

- นั่งสมาธิก่อนนอน อย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และมีสติควบคุมตัวเองมากขึ้น

การมีสติและรู้ตัวอยู่เสมอ รู้จักการให้อภัยและปล่อยวาง จะเป็นภูมิชีวิตอย่างดี ที่จะทำให้ร่างกายและจิตใจของเราแข็งแรง และมีชีวิตที่ยืนยาว

มาทำสครับผิวกายด้วยข้าวโอ๊ตกันดีกว่า

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตได้รับการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าช่วยในเรื่องผิวแห้ง ลดอาการคัน ซึ่งในอดีตชาวกรีกและโรมันใช้ครีมอาบน้ำที่ทำมาจากข้าวโอ๊ตเพื่อรักษาโรคผิวหนัง ปัจจุบันหลายๆ คนจึงนิยมนำข้าวโอ๊ตมาบรรเทาโรคที่เกิดกับผิวหนัง ลดอาการระคายเคืองจากผดผื่นหรือแม้แต่โรคอีสุกอีใส ดังนั้นการที่เราจะนำข้าวโอ๊ตมาทำสครับรับรองเลยว่าหลังจากที่ทำสครับเสร็จแล้วคุณจะมีผิวที่สดใสเนียนเรียบน่าสัมผัสอย่างมากเลยทีเดียว แถมคุณยังจะดูเป็นคนที่มีสุขภาพผิวที่ดีอีกด้วยค่ะ หากใช้เป็นประจำตอนอาบน้ำจะช่วยขจัดเซลล์ิผิวที่ตายแล้วทำให้ผิวนุ่มและเรียบเนียน อีกทั้งยังช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนของโลหิตและยังสามารถกำจัดเซลลูไลท์ได้อีกด้วย ว่าแล้วเรามาลงมือทำสครับผิวกายด้วยข้าวโอ๊ตกันเลยดีกว่าค่ะ สาวๆ จะได้มีผิวสวยกันทั้งบ้านทั้งเมืองยังไงละคะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ข้าวโอ๊ตบดละเอียด 1/2 ถ้วย
  • เบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย
  • ชาเขียว 2 ถุง
  • นมแพะ 1 ถ้วย
  • โจโจ้บาร์ออยล์ 1/2 ถ้วย

วิธีทำ
ผสมเบคกิ้งโซดา ข้าวโอ๊ตบดละเอียด นมแพะ และโจโจ้บาร์ออยล์เข้าด้วยกัน เติมชาเขียวลงไปในส่วนผสมดังกล่าวแล้วคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงแค่นี้เราก็จะมีสครับข้าวโอ๊ตเอาไว้ทำสครับผิวกายกันแล้วค่ะ สำหรับส่วนผสมที่เราทำนี้สามารถทำได้ 2 ครั้ง ส่วนที่เหลือควรเก็บใส่กระปุกปิดฝาให้สนิทแล้วนำไปเข้าตู้เย็นและควรใช้ให้หมดภายใน 1 สัปดาห์นะคะ

ชวนสาวๆ บอกลาใต้ตาคล้ำกันเถอะ

ใต้ตาคล้ำเป็นปัญหากวนใจคุณสาวๆ ที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น เป็นสาวเป็นคนสวยน่ะดีอยู่แล้วค่ะ อย่าคิดอยากเป็นเพื่อนๆ กับน้องหลินปิงน้องหลินฮุ่ยกันเลยนะคะ

อายครีม

ภาพประกอบจาก thaiza.com

 

จากบทความ รู้หรือไม่ทำไมใต้ตาถึงคล้ำ เราพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ใต้ตาหมองคล้ำกันไปแล้ว วันนี้เรามาดูวิธีแก้อาการใต้ตาคล้ำกันเลยดีกว่าค่ะ

1. ผิวแห้งที่เกิดจากการดื่มน้ำน้อย แพ้อากาศ ตากแดดนานๆ นอนดึก ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง วิธีเติมน้ำให้ผิวอย่างเร่งด่วนก็คือการนำแผ่นมาสก์ที่ชุ่มฉ่ำด้วยเซรั่มวิตามินฟื้นฟูให้ผิว ช่วยให้คุณผ่อนคลายสายตา 15 นาทีระหว่างมาสก์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ นัยน์ตาสดใส ผิวรอบดวงตาสดชื่น

2. ช่วยอำพรางรอยคล้ำด้วยคอนซีลเลอร์ เพราะจะช่วยพรางรอยหมองคล้ำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายราวกับปาฎิหาริย์ เพียงใช้ปลายนิ้วแตะคอนซีลเลอร์สีอ่อน เกลี่ยเบาๆ ที่ผิวบริเวณใต้ตาเพื่ออำพรางรอยคล้ำให้กระจ่างใส แลดูเรียบเนียนกลมกลืนไปกับสีผิวธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้แล้วการใช้ชีวิตที่แย่ของสาวๆ อาจเพิ่มความหมองคล้ำยกกำลังสอง เราลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตกันใหม่ ก็จะช่วยให้ใต้ตาคล้ำเบาบางลงไป แถมยังช่วยให้คุณเป็นคนที่มีนัยน์ตาที่สดใส จนใครๆ มองข้ามความบกพร่องไปได้อย่างง่ายดายเลยค่ะ

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอก็จะช่วยให้คุณมีผิวรอบดวงตาที่สดใสได้ สาวๆ หลายคนมักจะพบว่าเมื่อนอนดึก รุ่งเช้าผิวรอบดวงตาจะหม่นหมองเนื่องจากความเหนื่อยล้าของร่างกาย ส่งผลให้ผิวรอบดวงตาแห้งและหมองคล้ำ
  2. เลี่ยงสิ่งที่แพ้ อากาศที่เปลี่ยนซึ่งเป็นผลมาจากฤดูกาล หรือเดินทางไปต่างแดน ก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมไปถึงการแพ้ละอองเกสรของดอกไม้ ฝุ่นผง แสงแดดจัดๆ และกระแสลม
  3. ผ่อนคลายสายตา การเพ่งทำให้กล้ามเนื้อดวงตาทำงานหนัก ส่งผลให้เส้นเลือดบริเวณรอบๆ เกิดอาการตึงและบวมโป่ง จนเส็นเป็นสีเขียวคล้ำรอบๆ ดวงตา ในระหว่างวันจึงควรพักสายตาเป็นระยะ
  4. บำรุงด้วยอายครีม การทาอายครีมจะช่วยเติมความชุ่มชื่นให้ผิวที่แห้งอิ่มเอิบ ช่วยกักเก็บความชื้นใต้ผิวให้คงอยู่
  5. ไม่ดื่ม ไม่สูบ แอลกอฮอล์ทำให้ผิวแห้ง เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำเพื่อขับออก ส่วนการสูบบุหรี่ส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสมรรถภาพในการยึดเกาะ ผิวจึงเกิดริ้วรอยอย่างรวดเร็ว

รู้หรือไม่ทำไมใต้ตาถึงคล้ำ

รอยคล้ําใต้ตา

ปัญหารอยคล้ําใต้ตาของคุณสาวๆ จะส่งผลต่อบุคลิกภาพและบั่นทอนจิตใจ สำหรับสาวๆ บางคนหากเกิดอาการใต้ตาหมองคล้ำทีไร มักจะบ่นว่ามีคนชอบทักว่าป่วยเหรอ ทำให้สูญเสียความมั่นใจ รอยคล้ำรอบดวงตามีที่มาจากหลายสาเหตุ ทั้งนอนดึก ดื่มน้ำน้อยแล้วยังจะเรื่องของการสูบบุหรี่อีกด้วย ถ้าคุณมีการปรับปรงุการใช้ชีวิตที่ดี ดวงตาก็จะสดใจ รอยหมองคล้ำก็จะหายไป แต่อาจจะยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้รอยคล้ําใต้ดวงตากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงได้

1. พันธุกรรม :

หากคุณเกิดมาพร้อมกับผิวสีอื่น รวมไปถึงสีผม และสีนัยน์ตา ลักษณะพันธุกรรมเช่นนี้ ผิวรอบด่วงตาก็มักจะมีความบอบบางจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวได้อย่างชัดเจน ส่วนคนผิวสีเข้ม ผิวใต้ตาจะมีสีคล้ำเพราะความหนาแน่นของเม็ดสีเมลานิน
ลดเลือนรอยคล้ำ : ทาอายครีมที่มีส่วนผสมของเรตินัลในตอนกลางคืนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง จะช่วยให้ความหมองคล้ำลดเลือนลงไปได้

2. กระบวนการผลิตเม็ดสีบกพร่อง :

การสัมผัสผิวอย่างรุนแรงก็อาจจะไปกระตุ้นให้เซลล์ผิวทำงานผิดปกติ ผลิตเม็ดสีมากเกินความจำเป้น ผิวบริเวณนี้จึงมีจุดสีน้ำตาลเล็กๆ เกิดขึ้นโดยรอบ
ลดเลือนรอยคล้ำ : ทาครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน 2% เพื่อลดเลือนผิวหมองคล้ำอันเกิดจากการสะสมของเมนลานินที่มากจนเกินไป

3. ความเสื่อมตามวัย :

อายุที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวรอบด้วงตายิ่งบางและหย่อนคล้อย ขณะที่โหนกแก้มยกนูนสูงกลายเป็นความเสื่อมล้ำจนเกิดเงาใต้ตา

ลดเลือนรอยคล้ำ : การนวดหน้าด้วยครีมบำรุงยกกระชับก็จะช่วยทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยแลดูอิ่มเอิบ และลดการเกิดเงาคล้ำ

4. ภูมิแพ้ :

โรคภูมิแพ้อากาศ เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ทำให้เกิดอาการคันระคายเคือยงบริเวณนัยน์ตา เมื่อขยี้ตาบ่อยๆ ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังบอบช้ำและกลายเป็นสีคล้ำ
ลดเลือนรอยคล้ำ : กินยาแก้แพ้เพื่อลดอาการระคายเคือง รวมไปถึงนอนหมอนสูงเพื่อให้ของเหลวที่คั่งค้างบริเวณดวงตาไหลเวียนได้ดีขึ้น และทาอายเจลให้ชุ่มชื่น

6 พฤติกรรมอันตราย ทำแบบนี้ อายุสั้นแน่ๆ

นอนดึก

ภาพประกอบจาก dmc.tv

นอนดึก

เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายอ่อนล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบต่างๆ ของร่างกายจะรวน อย่างเช่น ระบบการย่อยอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ที่สำคัญ Growth Hormone จะดูแลร่างกายตอนหัวค่ำ ถ้าคุณนอนดึกร่างกายก็จะเสื่อมโทรมเหมือนรถผุๆ

กินดึก

การรับประทานอาหารในแต่ละวัน ควรให้พอเหมาะกับที่ร่างกายคุณต้องการ เช่น ขยับตัวน้อยก็กินน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณคิดว่ากินยังไมยังไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการแล้วจะมากินตอนดึก คุณจะอายุสั้นเร็วขึ้นแน่ๆ และก่อนอายุสั้นคุณก็จะลงพุง เพราะตอนดึกร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานเลย

หักโหม

ทำงานไม่มีเวลาหยุด ทำงานจนลืมป่วย (ป่วยไม่ได้ เพราะไม่มีใครดูแลต่อได้) ในที่สุดคุณก็จะป่วยจริง ที่สำคัญงานที่ได้ก็ได้ผลไม่ดี เคล็ดลับคือเมื่อรู้สึกเหนื่อยใจแทบขาด ตาลืมไม่ขึ้น ให้งีบเลย ตื่นขึ้นมาสมองจะสดชื่นคิดอะไรได้ง่าย และใช้เวลาทำงานน้อยลง Work hard ไม่เวิร์กแล้ว

รับพิษ

อาหารขยะ อย่างน้ำอัดลม น้ำหวาน อาหารจานด่วน เป็นพิษที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แล้วทำไมต้องทำสีผม ทาเล็บตลอดเวลา ปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนบ้าง บุหรี่กับเหล้าก็ไม่ต้องไปเสริม ท่องไว้ว่ารับพิษอยู่แล้วทุกวัน

กินแต่ยา

หัวใจอาจสำคัญที่สุด แต่พระเอกของร่างกายคือ “ตับ” และอะไรก็ตามที่เข้าไปในร่างกาย ตับจะต้องกำจัดของเสียออก นั่นคือสาเหตุที่ไม่อยากให้คุณรับอะไรแย่ๆ เข้าตัว ที่สำคัญกว่านั้นการรับยาแก้ปวด แก้โน่นนี่นั่นก็เป็นตัวทำลายตับโดยตรง เก็บตับไว้เถอะคิดให้มากขึ้นนิดหนึ่ง ปวดหัวมากอาจเป็นเพราะคุณไม่ได้ดื่มน้ำเลยต่างหาก เลือดก็เลยหนืด สืบฉีดเลือดไปถึงสมองไม่ได้ ลองดื่มน้ำให้เยอะขึ้นแทนการกินยาแก้ปวด

คิดทุกเรื่อง

เลิกคิด เลิกเครียด จะทำให้คุณอายุยืนมากขึ้น

ดื่มน้ำอย่างไรให้ได้ประโยชน์เต็มที่

วิธีดื่มน้ำ

ภาพประกอบจาก ehow.com

ใน 1 วัน เพื่อนๆ ดื่มน้ำกันได้วันละกี่แก้ว ให้นับเฉพาะน้ำเปล่านะ น้ำอัดลม น้ำผลไม้
น้ำนม ไม่นับรวม… รู้ๆ กันอยู่ ใน 1 วัน
ต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้ว
แล้วรู้มั๊ย…ว่าควรดื่มเวลาไหนยังไง

 

6.00 น.

การดื่มน้ำอย่างถูกวิธี
1 แก้ว สำหรับเวลาเช้า หลังตื่นนอนและก่อนที่จะแปลงฟัน น้ำอุ่นเหมาะที่สุด เพราะจะช่วยล้างลำไส้
และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานเป็นปกติ

9.00 – 11.00 น.

การดื่มน้ำที่ถูกวิธี,ดื่มน้ำวันละ
2 แก้ว สำหรับเวลาสายๆ ระบบของร่างกายได้ทำงานไปช่วงเวลาหนึ่งเเล้วก็จะเริ่มมีของเสียเกิดขึ้น
ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำเข้าไปเพื่อให้ร่างกายขับของเสียนั้นออกซะ

12.00 น.

ไม่ควรดื่มน้ำ ก่อนและหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง
ทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยลดลง

14.00 – 16.00 น.

ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพวิธีดื่มน้ำให้ถูกวิธี,ดื่มน้ําอย่างไร ให้สุขภาพดี
3 แก้ว สำหรับช่วงบ่ายร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าจากเรียน และการทำงาน จิบน้ำทีละนิดเพื่อเรียกความสดชื่นให้กับร่างกาย

18.00 – 20.00

วิธีดื่มน้ำเพื่อสุขภาพดื่มน้ําอย่างน้อยดื่มน้ําอย่างน้อยวันละ
3 แก้ว สำหรับช่วงเวลาเย็น

21.00 น.

ดื่มน้ําอย่างไรให้ถูกต้อง
1 แก้ว สำหรับก่อนนอน เลือกน้ำอุ่นจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น แถมช่วยชะล้างลำไส้และกระเพาะอาหาร

** น้ำอุณหภูมิปกติ จิบได้ทั้งวัน ส่วนน้ำอุ่น เวลาเช้าและก่อนนอนเวิร์คสุดๆ **

 

รู้หรือไม่…
น้ำ 1 แก้ว สร้างความสดชื่นยามเหนื่อยล้า ให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งตึง
ช่วยล้างพิษ และขับสารพิษออกจากร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค-
มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้ทุกระบบในร่างกายทำงานเป็นปกติและมีประสิทธิภาพ
ในการทำงานเต็มที่ ยิ่งดื่มยิ่งดี ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน…

ผิวขาวใสวิ้งก์ๆ สะเทือนถึงไต

รักษาฝ้า

ภาพประกอบจาก zimbio.com

ในปัจจุบันได้เกิดกระแสความนิยมการมีผิวที่ขาว โดยเฉพาะจากการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวในสื่อต่างๆ
ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะที่ใบหน้าและแขนขา แต่ได้ สร้างกระแสไปถึงที่ผิวบริเวณซอกแขน ข้อศอก หัวเข่า
และจุดซ่อนเร้นอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีความจำเป็นหรือไม่ อย่างไรและมีประสิทธิภาพแค่ไหน
โดยทางวิชาการแล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใด

แพทย์ผิวหนังบอกว่าผิวหนังของคนทั่วไปจะแบ่งตามความเข้มของผิวเป็น 6 ขั้น ของคนไทยจะอยู่ในส่วนของขั้นที่ 3-4
ซึ่งเป็นผิวหนังที่เหมาะกับการป้องกันแสงแดดได้ดี แต่สามารถเป็นฝ้าได้ง่ายมากที่สุด เพราะมีการสร้างเม็ดสีได้ดี

การรักษาผิวพรรณด้วยการฟอกผิวขาว จำเป็นจะต้องศึกษาก่อนว่า ผิวส่วนไหนบางกว่าปกติ ส่วนไหนต้องถูกกับรังสียูวี
มากว่าปกติ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดอาการผื่นคัน แพ้ หรือบริเวณที่ถูกแสงแดดมักจะเป็นฝ้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งการใช้ -
ยารักษาฝ้า หรือทำให้ หน้าขาว จะมีหลายประเภท อาทิ ยาชนิดทา ค่อนข้างปลอดภัยกว่ายาชนิดอื่นๆ หากทาบางๆ
ก็จะดูดซึมลงไปเพียงแค่ผิวหนังชั้นต้น แต่หากตัวยาซึมเข้าไปสู่กระแสเลือด ก็จะเกิดอันตรายไปสู่อวัยวะภายในได้

แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้ชนิดรับประทานหรือฉีด เพราะจะทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สู่อวัยวะอื่นทำให้เป็นอันตรายได้
และยาควรได้รับการรับรองจาก อย. ก่อน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ โดยเฉพาะไต หรือผิวหนังได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ จำนวนไม่น้อยจึงพยายามหาทาเลือก
ในการรักษาที่ปลอดภัย และเสียค่าใช้จ่ายน้อย ในขณะเดียวกันนักวิชาการและนักวิจัยก็พยายามมุ่งค้นหาวิธีการ
รักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำ ที่ปลอดภัย และในที่สุดคณะนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ นำโดย ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยเกษตร
(องค์การมหาชน) หรือ สวก. ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ ค้นพบว่าในเม็ดลำไยอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล
และฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้านการสลายกระดูกที่ข้อได้ดีด้วย จึงได้ทำการค้นคว้า
และวิจัยจนได้สารสกัดจากเม็ดลำไยอบแห้ง ซึ่งมีคุณสมบัติทางการแพทย์ และถูกนำมาต่อยอด พัฒนาโดย
เภสัชกรอัครวิชญ์ วินิจเขตคำนวณ ออกมาเป็น ซูเปอร์ไวท์ ทัวร์มาลีนเอสเซ้นส์ แอนด์ เพิร์ลเซรั่ม สูตรลดเลือนฝ้า
แอนตี้~เมลาสม่า เข้มข้น 20 เท่า
ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำ อย่างได้ผล และยังช่วย
ฟื้นบำรุงผิวขาว ต่อต้านอมุมูลอิสระอันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง :

สูตรลดเลือนฝ้า ซูเปอร์ไวท์ ทัวร์มาลีนเอสเซ้นส์ แอนด์ เพิร์ลเซรั่ม แอนตี้~เมลาสม่า เข้มข้น 20 เท่า : ขนาด 30 g.

850.00บาท 420.00บาท
5 จาก 5 ดาว!  
ครีมกันแดด ครีมทาฝ้า ครีมป้องกันuv ครีมป้องกันแดด
ครีมรักษาฝ้ายารักษาฝ้า
Longan UV Protector สูตรสีขาว
ุ620.00บาท 420.00บาท
5 จาก 5 ดาว! 
ครีมกันแดด ครีมทาฝ้า ครีมป้องกันuv ครีมป้องกันแดด
ครีมรักษาฝ้ายารักษาฝ้า
Longan UV Protector สูตรสีเบดจ์
620.00บาท 420.00บาท
5 จาก 5 ดาว! 

หอมหัวใหญ่ เครื่องเทศสารพัดประโยชน์

หอมหัวใหญ่

ภาพประกอบจาก thaiza.com

หอมหัวใหญ่ กลิ่นหอมฉุน พืชผักที่เราพบเห็นได้ทั่วไป มีคุณประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้ามมากมาย ทั้งคุณค่าทางสารอาหาร ที่มีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญทั้ง วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1และ บี 2 อีกทั้งยังมีเหล็ก ฟอสฟอรัส สังกะสี การรับประทานหอมหัวใหญ่ จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เพราะหอมหัวใหญ่จะไปช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย ขับปัสสาวะ เพราะหอมหัวใหญ่จะไปช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับของเสียในร่างกาย ที่สำคัญทำให้นอนหลับสบาย ต้านโรคหวัด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ จะไปขัดขวางไม่ให้ไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือด

รู้แบบนี้แล้ว ใครที่มีปัญหานอนไม่หลับ เป็นหวัดบ่อย ลองหาโอกาสรับประทานหอมหัวใหญ่ดูนะคะ เื่พื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

 

เบาหวานพิชิตได้ด้วยสมุนไพรใกล้ตัว

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ชูผักสมุนไพรไทย 6 ชนิด
ตำลึง มะระขี้นก วุ้นว่านหางจระเข้ กะเพรา ใบหม่อน ลดน้ำตาลในเลือด
เร่งการหายของแผล ช่วยผู้ป่วยเบาหวาน

ตำลึง

ภาพประกอบจาก n3k.in.th

ตำลึง : ใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มน้ำ หรือคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
ส่วนใบตำลึงในแกงจืดยังไม่ยืนยันผลว่าจะลดน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่

มะระขี้นก

ภาพประกอบจาก kapook.com

 

มะระขี้นก : เนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม หรือรับประทานผลสด ครั้งละ 6-15 กรัม หรือคั้นน้ำจากผลสด 1 ผลแล้วดื่ม

 

วุ้นว่านหางจระเข้

ภาพประกอบจาก pitchaya.net

วุ้นว่านหางจระเข้ : วุ้นว่านหางจระเข้หั่นสดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นแล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง แต่นักวิจัยระบุว่า
สาระสำคัญไม่คงตัว ในการใช้เองที่ บ้านอาจต้องใช้แบบหั่นสด

 

ใบหม่อน-2

ภาพประกอบจาก dailynews.co.th

ใบหม่อน : มีสาระสำคัญในการลดน้ำตาลในเลือด โดยสารชนิดนี้จะออกมาได้ดีเมื่อนำไปชงแบบชา ทิ้งไว้ 3-5 นาที
ช่วยยับยั้งเอนไซม์ย่อยน้ำตาล การดูดซึมกลูโคสลด ระดับน้ำตาลในร่างกายก็จะลดลงด้วย

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลและหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป มีการวิจัยพบว่า บัวบกสามารถแร่งการหายของแผลได้เร็วขึ้น
โดยปั่นน้ำบัวบกเข้มข้นดื่มต่างน้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่กินสมุนไพรในการช่วยลดน้ำตาลในเลือด ควรแจ้งให้แพทย์
แผนปัจจุบันที่ทำการรักษาด้วย เนื่องจากบางครั้งแพทย์อาจจะจัดยาให้ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เมื่อรับประทานผัก
หรือสมุนไพรควบคูด้วยอาจทำให้น้ำตาลลดมากเกินไป